playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

 (หมายเหตุ : เนื้อหามาจากการบรรยายในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ  “การจัดทำทิศทางและแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงาน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2560–2564”   วันที่ 30 มิถุนายน – 1กรกฎาคม  2560   ณ  โรงแรมมารวย  การ์เด้น  ถนนพหลโยธิน  แขวงเสนานิคม  เขตจตุจักร  กรุงเทพมหานคร)

บรรยายโดย ดร.สีลาภรณ์  บัวสาย



IMG_6127_resize.JPG

สิ่งแรกที่ต้องการให้พี่น้องทราบ  คือ  การอัพเดทสถานการณ์ภายนอกที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการขับเคลื่อนงานพัฒนาโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง หรือ  Area Base ซึ่งแม้แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดในเรื่องนี้ นั่นแสดงว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ควรจะเป็น ขอเริ่มการพูดคุยด้วยการพูดเรื่องระบบงบประมาณแบบ Area Base

                พื้นฐานของปัญหาเรื่องระบบงบประมาณมาจากภาพการตัดขวางของพื้นที่แบบ Function เป็นงานประเด็นที่มีกระทรวงต่างๆ รับผิดชอบ ซึ่งมีความแข็งตัวมาก  เมื่อชุมชนจะเข้าไปก็จะเข้าไปยากมาก ยิ่งระบบของเราทุกอย่างจะวิ่งจากข้างบนลงข้างล่าง เมื่อมีการเลือกตั้งก็หายไปพร้อมการเลือกตั้ง  แม้กระทั่งเรื่องการจัดตั้งงบประมาณ

                ในช่วงแรกเคยได้ร่วมงานกับ พอช. คือ การใช้แนวคิดเรื่องการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง  แต่คนส่วนใหญ่จะคิดว่าการคิดแบบนี้อำนาจจะอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด  แต่ความจริงไม่ใช่  เพราะภาพการตัดขวางของงาน Function หนาแน่นมาก ดังนั้นงานอื่นๆ จึงอ่อนด้อยลง  ภาครัฐก็ไม่มีอำนาจ  งานวิชาการที่ไปรับใช้พื้นที่ก็น้อย  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็น้อยไม่แข็งแรง  ถ้าเราไปอย่างรีบร้อน  เราไม่สามารถตัดขวางการพัฒนาแบบนั้นได้ ส่วนภูมิภาคตัดอำนาจกันเอง แต่โดยส่วนตัวไม่เชื่อว่าการเอาอำนาจไปให้ทุกอย่างจะดีขึ้น  ส่วนตัวเชื่อเรื่องพลังความร่วมมือ เพราะสามารถจัดการปัญหาได้จริงๆ

                การทำงานตัดขวาง  หมายความว่า  เราต้องฟั่นเกลียวของท้องถิ่นและภูมิภาคเข้าหากันให้ได้ ชุมชนกับภูมิภาคต้องไปด้วยกัน ความร่วมมือที่ว่าจึงขึ้นอยู่กับการจัดการความสัมพันธ์ และการจัดการการเรียนรู้ จัดการข้อมูล โครงการอะไรที่เราจะเสนอต้องมีข้อมูลเพื่อการนำเสนอให้ภาคีเข้าใจ กางข้อมูลออกมาให้เห็น การจัดการแบบนี้เรียกว่า Area Base

                ถ้าเราคิดในเชิงโครงสร้าง สิ่งเราต้องทำคือ

1) ระบบงบประมาณเชิงพื้นที่ ถ้าเรารบกันเองเราก็แย่งกันเอง  เพราะเงินงบประมาณร้อยละ 70 อยู่ที่งาน Function อีกร้อยละ 28 อยู่ที่ท้องถิ่น  ถ้าเรารบกับท้องถิ่นเราก็แย่งในส่วนของร้อยละ 28 นั้น  แทนที่จะผนึกกำลังเพื่อดึงร้อยละ 70 นั้นเข้ามาสนับสนุน

2) การพัฒนาความรู้ และข้อมูล ให้เห็นให้ชัดเจนว่าข้อมูลที่เราเสนอกระทบคนเท่าไร จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

3) เรื่องความเข้มแข็งของชุมชน เพราะเราต้องทำให้มีชุมชนเข้มแข็งให้มากที่สุด เพื่อให้มีพลังในการต่อรองกับภาคการเมือง  ดึงพลังมาแก้ปัญหาที่สำคัญของชุมชน และที่กล่าวมานี้คือโอกาสของการตั้งอนุกรรมการสานพลังเพื่อปฏิรูปพื้นที่

4) การปรับกฎหมายที่ไม่เอื้อกับประชาชน  ดังนั้นการที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่แค่การทำให้ชุมชนเข้มแข็งเท่านั้น  ต้องทำทั้ง 4 เรื่องไปพร้อมกัน

                ระบบงบประมาณ ที่ผ่านมาระบบงบประมาณแบบเดิม ประชาชนจะเลือกนักการเมืองเข้าไป  ระบบบ้านเราอำนาจอยู่ที่การต่อรอง  และคู่อำนาจต่อจริงๆ คือ การต่อรองระหว่างราชการกับนักการเมืองจัดการ  เราไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าเขาตกลงอะไรกัน  เพราะเขาต่อรองกันที่กรุงเทพฯ  การปฏิรูปงบประมาณจึงเกิดขึ้น คือ การทำให้การต่อรองของ สส. กับส่วนกลางไม่เกิด  เพราะถ้าทำแบบนี้ทำให้ประชาชนไม่เป็นใหญ่  ดังนั้นจึงมีการเสนอแนวคิดให้การต่อรองไปอยู่ที่พื้นที่ แบบนี้เรียกว่า ระบบงบประมาณแบบมีส่วนร่วม ชาวบ้านกับ สส. รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด จะเจอกันที่พื้นที่ อำนาจจะต่อรองได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับพลังการจัดการความรู้  จัดการข้อมูล และการจัดการความสัมพันธ์ให้ดี

                การทำให้งบประมาณลงพื้นที่ นักการเมืองจะลงไปพื้นที่ รวมถึงผู้ว่าฯ ด้วย ทางออกและทางเลือกของเรื่องนี้ก็คือ การออกแบบกระบวนการมีส่วนร่วมที่ต้องขึ้นมาจากพื้นที่  ให้เป็นวาระของประชาชน  และคนที่จะทำให้เป็นแบบนี้ได้ คือ มหาดไทย  เพราะถ้ามหาดไทยไม่ทำ  มหาดไทยจะเดือดร้อน  เพราะว่า สส. มีหลายระดับทั้งระดับตำบล เทศบาล จังหวัด ชาติ

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การพูดเรื่องชุมชนเข้มแข็ง  อย่างไรชุมชนก็ต้องมีวาระของตนเอง ว่าเราจะทำอะไรให้ชุมชนแข็งแรง  และควรแข็งแรงด้วยพลังข้อมูล  ทำข้อมูลจากบัญชีครัวเรือน  เพื่อประมวลข้อมูลไปขอให้หน่วยงานต่างๆ ช่วย ขอที่ไหนก็ได้เพราะข้อมูลชัดเจน  เพราะเวลาทำงานข้าราชการต้องการคนชี้เป้าว่าต้องไปทำที่ไหน  ปัญหาของเรื่องนี้คือการไม่มีข้อมูล  ดังนั้นเมื่อชาวบ้านมีข้อมูลหน่วยงานจึงชอบมาก เพราะทำแล้วประสบความสำเร็จ และจุดที่จะทำให้เราเจรจาเรื่องนี้ได้ คือ การวางตำแหน่งการเจรจาที่ กบจ. ถึงจะไม่ดีมาก  แต่ก็ดีกว่ารัฐสภา  เพราะใกล้ประชาชนมากกว่า  ถ้ายังไม่มีต้องสร้างให้มี การเจรจาที่มีน้ำหนักที่สุดคือการมีข้อมูล เช่น เมื่อมีน้ำท่วมจะส่งผลกระทบต่อประชาชนกี่คน ครอบคลุมพื้นที่เท่าไร  ของบประมาณที่ไหนอย่างไรก็ได้  เพราะเราเสนออยู่บนพื้นฐานข้อมูล  ข้อเท็จจริง

การมีแบบนี้ คือ การสร้างโอกาสประชาธิปไตยฐานราก  สร้างวัฒนธรรมการใช้ข้อมูล  สร้างความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน เพราะฉะนั้น ตอนนี้คือจังหวะที่ต้องสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น  และเป็นงานที่ พอช. น่าจะเข้าไปอย่างมาก  คือ  การทำบทบาทเป็นวิทยากรกระบวนการ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้มีข้อมูล เพราะพัฒนาชุมชนเขาไปทำเรื่อง OTOP จึงขาดคนที่ทำหน้าที่วิทยากรกระบวนการ (Facilitator) ระบบงบประมาณแบบนี้คือการคานอำนาจการต่อรอง ซึ่งได้หารือกับคุณสมชาติ ภาระสุวรรณ รองผู้อำนวยการ แล้วว่า ข้อมูลพื้นที่ของ พอช. ที่เป็นตำบลที่เข้มแข็งนั้นมีที่ไหนบ้าง เท่าไร เพื่อใช้เป็นการต่อรอง

ในส่วนของโอกาสในเรื่องการปฏิรูปที่ขับเคลื่อนโดยภาครัฐ เรื่องนี้กำลังจะปิดลง เพราะภาครัฐบอกว่าการทำเรื่องนี้ไม่ประสบความสำเร็จเพราะประชาชนไม่รู้ แต่กระบวนการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเคยได้พูดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แล้วว่า การให้ประชาชนเข้าใจได้นั้นไม่ใช่แค่การประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว

หลักการทำงานอย่างหนึ่งที่สำคัญ คือ อย่าทำงานกับคนที่หน้าตาเหมือนกัน เพราะจะไม่ได้อะไรใหม่ เราต้องมีเสียงที่จะบอกเราได้ว่าเรายังขาดอะไรบ้าง แต่ส่วนมากเราจะไม่ชอบ เราชอบคนที่คิดเหมือนกัน  การเถียงกันบางครั้งมันก็ทำให้เกิดความงอกงามได้ ดังนั้น การสานพลังเพื่อการปฏิรูปพื้นที่ จึงใช้เวทีเพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้ภายใต้ข้อมูล ที่ไม่ใช่ความรู้อย่างเดียว  เพราะถ้ามีข้อมูลสามารถเคลียร์หลายเรื่องได้ง่ายขึ้น  เคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้ง่ายขึ้น โดยการนำปัญหาความต้องการของชุมชนขึ้นมาเป็นข้อมูล เป็นวาระของชุมชน เป็นวาระของคนทั้ง 63 ล้าน ไม่ใช่แค่ 2 ล้านที่เป็นข้าราชการ เป็นเวทีวิเคราะห์สาเหตุ สร้างการเรียนรู้ จัดลำดับความสำคัญของปัญหา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง  มีเป้าหมายและข้อตกลงที่เป็นสัญญาประชาคม ที่เป็นหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ที่อำนาจจริงๆ เป็นของประชาชน  แต่ปัญหาของบ้านเราคือการเลือกตั้งไม่ใช่อำนาจของประชาชน ดังนั้นจึงต้องมีสัญญาประชาคมขึ้นมา แล้วถ้าไม่ทำครั้งต่อไปจะได้ไม่ต้องเลือก แบบนี้อำนาจจะกลับมาที่ประชาชนมากขึ้น ไม่ปล่อยให้นักการเมืองลุแก่อำนาจมากเกินไป

ถ้าจะทำให้สำเร็จต้องจัดการเป็นอำเภอ เป็นขนาดที่กำลังพอดีกับการจัดการ เพราะทุกวันนี้ยังไม่มีกระบวนการแผน อำเภอคุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยในแต่ละอำเภอเลือกมา 1 ตำบล ได้ประมาณ 878 ตำบล หน้าที่ของอำเภอคือการฟั่นเกลียว ถักเปียกับหน่วยงาน และประชาชน พอเป็นแบบนี้ มหาดไทยจึงได้ทำ “โครงการ One Plan” ขึ้นมา ซึ่งตอนนี้เป็นจังหวะที่ดีที่จะเชื่อมแผนเข้าไปในระดับอำเภอ เพราะเขาต้องการตัวจริงจากประชาชน ซึ่งวันนี้ต้องถามเราว่า กระบวนการจัดทำแผนของเราแข็งแรงขนาดไหน วิทยากรกระบวนการของเราเพียงพอหรือไม่ เพื่อให้ได้วาระของประชาชนที่ขึ้นมาจากหมู่บ้าน

เป้าหมายเราได้ชุมชนปฏิรูปที่ขึ้นมาจากหมู่บ้าน นั่นหมายความว่า ความต้องการของเราต้องชัด ข้อตกลงชัด ความร่วมมือก็จะชัดเจน ความสำเร็จนจะชัดไปด้วย ซึ่งคือการจัดการสัมพันธภาพที่ดี ให้งานระดับพื้นที่ไปได้ และสภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกที่จะเป็นคนที่ต้องทำหน้าที่ปั้น Demand site ได้ดีที่สุด และทำให้ชัด มีข้อมูลให้ชัด ให้ข้อมูลเป็นพลังอำนาจในการต่อสู้ และไม่จำเป็นต้องพูดเอง ถือข้อมูลไปให้ผู้ว่าฯ เป็นคนพูดแทน เพียงแต่เราต้องให้เขาเป็นพวก พลิกกลยุทธ์ในการทำงาน

IMG_6129_resize.JPG

 

 

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย งานสื่อสารองค์กรและสำนักยุทธศาสตร์และเชื่อมโยงขบวนชุมชน

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter