สรุปการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การจัดทำทิศทางและแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงาน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2560–2564”
วันที่ 30 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2560 ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น ถนนพหลโยธิน แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
ทิศทางการขับเคลื่อนงานในอนาคตของ พอช. (ข้อเสนอและความเห็นจากเวทีสัมมนา)
ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ พอช. ต้องออกแบบการดำเนินการเพื่อให้ถึงเป้าหมายรวม โดยแผนยุทธศาสตร์ พอช. 2560-2564 จะกำหนดเป้าหมาย 2 ประเด็น คือ 1) เสริมสร้างให้ชุมชนเข้มแข็ง และ 2) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการพัฒนาประเทศ โดยใช้วิธีการทบทวนข้อจำกัดยุทธศาสตร์เดิม และการประมวลผล/ประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมา เพื่อนำมาสู่การกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนที่สอดรับกับสถานการณ์ นโยบายของภาครัฐ และบริบทของสังคม
การทบทวนหน้าที่และภารกิจของสถาบันฯ ได้แก่ ภารกิจตาม พรฎ. พอช. ที่เน้นการส่งเสริมความเข้มแข็งของพื้นที่ ภารกิจตามนโยบายรัฐบาล และภารกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวพันกับชีวิตชาวบ้านและสถานการณ์ แต่ต้องยึดหลักสำคัญของ พอช. คือ ต้องให้ชุมชนเข้มแข็ง ให้ความสำคัญ/สร้างความเข้มแข็งของพื้นที่ ใช้จุดเด่นด้านความยืดหยุ่นขององค์การมหาชนในการประสานงานการทำงานร่วมทั้งรัฐ ภาคธุรกิจ ท้องถิ่น
การประสานความร่วมมือและการออกแบบการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่ดำเนินการในพื้นที่ ยุทธศาสตร์ “การใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง” พอช. ต้องทำงานร่วมกับภาคีเพื่อทำงานร่วม ทั้งประเด็นสภาฯ สวัสดิการ(กองทุนหมู่บ้าน, สปสช.) กลไกหลายๆ ตัวของแต่ละหน่วยงานที่มีอยู่แล้วให้เกิดการประสานและร่วมมือ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำแต่ละกลไก การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์จำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่มีการดำเนินการอยู่ เช่น จำนวนสภาที่มีความเข้มแข็ง เพื่อใช้ในการประเมิน+จัดทำยุทธศาสตร์ในการผลักดันให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งการร่วมมือกันอาจแก้ไขปัญหาต่าง เช่น งบประมาณไม่เพียงพอ ให้มีการประสานความร่วมมือทั้งนโยบายและงบประมาณ และไม่ให้เกิดทำงานซ้ำซ้อนกันในตำบล ต้องพยายามสร้างยุทธศาสตร์ที่สร้างการรวม/ประสานกลไกในพื้นที่ให้เชื่อมโยงกัน
ยุทธศาสตร์การสร้างความร่วมมือกับภาคีถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ : ในระดับนโยบายสามารถขับเคลื่อนได้ แต่ในระดับพื้นที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เช่น การประสานการทำงานร่วมกับ สกว. การใช้ความรู้ขับเคลื่อนงานพัฒนา ฯลฯ การร่วมมือในพื้นที่ต้องมีการทำยุทธศาสตร์ความร่วมมือขับเคลื่อนงานให้เกิดในพื้นที่จริง ๆ ไม่เพียงการออกแบบระดับนโยบายอย่างเดียว
สร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีแบบแผนครอบคลุมทุกด้านและทุกมิติ โดยคนในพื้นที่มาร่วมแก้ไขปัญหา
ให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตใจควบคู่กับการพัฒนา
ทิศทางการพัฒนา ต้องจัดการความทุกข์/ปัญหา โดยชุมชนแบบมีส่วนร่วมอย่างมีแบบแผน การออกแบบระบบให้มีส่วนร่วม
พอช. ควรให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การพัฒนาคน คนถือเป็นเครื่อมือสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาต่าง ๆ และการกำหนดยุทธศาสตร์ต้องคำนึงถึงบริบท สถานการณ์ แวดล้อมที่เกี่ยวข้องไปพร้อมด้วย
กระบวนการการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน มีความเร่งรีบในการจัดตั้ง ไม่ได้เกิดจากแรงผลักขับเคลื่อนจากพื้นที่ ทำให้พื้นที่สภาองค์กรชุมชนที่มีการจัดตั้งขาดคุณภาพ
องค์กร พอช.ในอนาคต ต้องมี แนวทาง 1) ควรมีการจัดการที่ทันสมัย, พัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นระบบ การดำเนินการด้านการเงินผ่านระบบออนไลน์ โดยเฉพาะรายงานผลทางด้านการเงิน 2) มีศักยภาพในการจัดการความรู้ (knowledge management) พอช. ควรเป็นศูนย์กลางในการจัดการความรู้ 3) ใช้ความรู้ในการจัดการและออกแบบชุมชน
ข้อจำกัดของ พอช. เนื่องจากมีตัวชี้วัดกำกับติดตามผลปฏิบัติงาน ดังนั้นจะเพิ่มศักยภาพคนทำงานอย่างไรให้สามารถสนับสนุนช่วยเหลือผู้ที่มีความเดือดร้อนได้
การประสานยุทธศาสตร์และภาคีมีค่อนข้างน้อย พอช. ยังมีการประสานงานในกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดิมๆ ต้องเปิดตัวเองในกลุ่มใหม่ๆ กลุ่มที่กว้างขึ้น จะทำให้งานของเราออกได้เยอะขึ้น งานจะเป็นเนื้อเดียวตามพื้นที่
ข้อจำกัดในการทำงาน พอช. มีระเบียบที่ซับซ้อน มีความคล้ายคลึงกับการทำงานของรัฐ ทำให้จิตวิญญาณของการช่วยเหลือชุมชน การเป็นองค์การมหาชนหายไป จนท.มีภาระต้องทำงานตามเกณฑ์ ตามตัวชี้วัด ต้องหาทางปลดภาระ/พันธนาการให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานเพื่อสนับสนุนชุมชนได้อย่างเต็มที่
การทบทวนยุทธศาสตร์และกลไกการขับเคลื่อนงานในช่วงประเด็นที่ผ่านมาสู่ข้อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนงานในระยะต่อไป (การแบ่งกลุ่มย่อย)

รศ.ดร.สมบัติ กุสุมาวลี ที่ปรึกษาจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นำเสนอกรอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ โดยนำแผนยุทธศาสตร์แผนการดำเนินงานของสถาบันฯ ฉบับปี 2558 – 2560 มาทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมาและร่วมกันหารือเพื่อปรับปรุงยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ให้มีความชัดเจนแหลมคม และเหมาะสมกันบริบทปัจจุบันและสอดคล้องกับแนวโน้มสถานการณ์ที่จะเกิดในอนาคต
โดยในการปรับปรุงครั้งนี้ จะมุ่งเน้นใน 2 ยุทธศาสตร์ ได้แก่
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง สนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นมีระบบที่พัฒนาไปสู่การจัดการตนเอง ซึ่งประกอบด้วยกลยุทธ์ 8 ข้อ
1. พัฒนาพื้นที่ที่มีศักยภาพเป็นพื้นที่ต้นแบบ
2. พัฒนาความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก
3. จัดการพื้นที่อย่างมีส่วนร่วม
4. สร้างโอกาสให้คนในชุมชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ทรัพยากรและทุนในชุมชน
5. เชื่อมโยงแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่น สู่ยุทธศาสตร์จังหวัด
6. พัฒนาคนให้มีคุณภาพและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง
7. สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง
8. ยกระดับคุณภาพขบวนองค์กรชุมชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 การประสานความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น และภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและนโยบาย ซึ่งประกอบด้วยกลยุทธ์ 5 ข้อ
1. พัฒนากลไกความร่วมมือ
2. สร้างพื้นที่รูปธรรมความร่วมมือ
3. ส่งเสริมบทบาทการพัฒนา ของภาคประชาสังคม
4. สร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับชุมชนท้องถิ่น
5. พัฒนากระบวนการเรียนรู้ระหว่างชุมชนท้องถิ่น
ทั้งนี้จากการสำรวจความเห็นของผู้เข้าร่วมการสัมมนาในหัวข้อกลยุทธ์ที่ควรปรับปรุงมากที่สุด ผลการสำรวจพบว่า
1. ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 ได้แก่ กลยุทธ์การพัฒนาโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง สนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นมีระบบที่พัฒนาไปสู่การจัดการตนเอง
2. ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 กลยุทธ์การประสานความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น และภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและนโยบาย


จากผลการสำรวจข้างต้น นำไปสู่การระดมความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมสัมมนาในแต่ละภาค โดยมีการวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการในแต่ละกลยุทธ์ และร่วมกันหาแนวทางในการแก้ไขและออกแบบ ดังนี้
o ภาคเหนือ
เน้นการปรับปรุงแก้ไขยุทธศาสตร์เชิงภาพรวมของทั้งยุทธศาสตร์ โดยเสนอแนวทางการดำเนินการในระยะข้างหน้า ดังนี้
1) การสร้างพื้นที่ตนแบบตามบริบทของพื้นที่ในประเด็นต่าง ได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจ สวัสดิการเป็นต้น
2) ใช้สภาองค์กรชุมชน เป็นกลไกกลาง และให้ความสำคัญกับการสานพลังภาคีหน่วยงาน “ระบบปฎิสัมพันธ์”
3) การสร้างกลไกการทำงานให้ชัดเจน
4) การวางแผนงานยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานของขบวนฯ ให้สัมพันธ์กับปฏิทินการปฏิบัติงานและการพิจารณางบประมาณของหน่วยงาน
5) การสร้างและส่งเสริมชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งตามภูมินิเวศ
6) สร้างระบบความรู้ ระบบข้อมูล วิเคราะห์/จำแนกเรื่องร้อน เรื่องเย็น จุดเสี่ยง และการคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์
7) การกำหนดวาระประเด็นร่วม ทั้งระดับตำบลและจังหวัด
8) การจัดทำแผนและข้อเสนอร่วม
9) การกำหนดแผนฯ พื้นที่ให้มีความสัมพันธ์กับแผนฯ ระดับชาติ
10) ให้ความสำคัญกับระบบการติดตามประเมินผล 






การพัฒนาพื้นที่
1) ต้องแสวงหาภาคีเครือข่าย และการใช้ประเด็นงานร่วมในการดำเนินงาน
2) การพัฒนาต้องสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ที่ผ่านมายังเป็นการออกแบบการอบรมมาจากส่วนกลาง ต้องมีการปรับปรุงให้เกิดจากพื้นที่
3) สร้างผู้นำรุ่นใหม่
4) ใช้ขบวนเป็นแกนหลักในการประสานงานกับภาครัฐ พอช.หนุนเสริม
พื้นที่ต้นแบบ
1) ต้องมีพื้นที่ต้นแบบที่หลากหลาย และมีพื้นที่ใหม่ๆ เกิดขึ้น
2) การออกแบบการทำงานจากพื้นที่
3) ต้องมีการการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ผลการปฏิบัติไปสู่ภายนอก
การสร้างผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง
1) พัฒนาผู้นำหลายระดับ เพื่อลดช่องว่างทางความคิด
2) สร้างการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติการจริง + วิชาการ
การประสานภาคี
1) ออกแบบการทำงานให้มีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและแสวงหาภาคีเพิ่มมากขึ้น
2) หาผู้มาร่วมให้มากขึ้น โดยการสร้างความรู้เข้าใจในพื้นที่
3) แนวทางการพัฒนากลไกความร่วมมือ
การพัฒนาการเรียนรู้
1) สร้างนักวิจัยในพื้นที่เพิ่ม
2) นำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์
o ภาคใต้ กลยุทธ์ที่เห็นควรให้มีการปรับปรุง ปัญหาอุสรรค และวิธีการแก้ไข
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง สนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นมีระบบที่
| กลยุทธ์ |
ปัญหาอุปสรรค (ปัจจุบัน) (ภาคี กลไก ระบบสนับสนุน อื่นๆ) |
แนวทางออก (อนาคต) (สีน้ำเงินคือปัญหาสำคัญที่เลือก) |
| ที่ 5 เชื่อมโยงแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นสู่ยุทธศาสตร์จังหวัด (3.33) |
1. ภาคี/หน่วยงาน - หน่วยงานระดับจังหวัดยังไม่เปิดกว้างพอให้ชุมชนเข้าไปเสนอแผน - แผนของหน่วยงานเป็นแผนเฉพาะเรื่อง ไม่สนใจปัญหาของชุมชนเท่าที่ควร - ระเบียบการใช้งบประมาณไม่เอื้อต่อชุมชน 2. กลไก - ขาดผู้เชื่อมประสานงานระหว่างจังหวัดกับชุมชน - ขาดความสัมพันธ์ที่ดีกับภาคี - ชุมชนยังขาดความรู้ในการทำแผนยุทธศาสตร์จังหวัด และแผนพัฒนาท้องถิ่น 3. ระบบสนับสนุน - ขาดแผนยุทธศาสตร์ที่สอดรับกับแผนจังหวัด - งบประมาณยังไม่ลงสู่ชุมชนโดยตรง 4. อื่นๆ - ช่วงเวลาการเสนอแผนไม่สอดคล้องกัน ทำให้เสนอแผนผิดขั้นตอน - วิธีการทำแผนของหน่วยงาน และชุมชนไม่เหมือนกัน - หลักคิด วิธีการทำงานของหน่วยงานและของชุมชนแตกต่างกัน - ชาวบ้านติดอยู่กับแหล่งทุนของ พอช. - ตัวแทนของระดับจังหวัดผิดฝาผิดตัว และไม่สามารถเข้าไปนั่งอยู่ใน กบจ. ได้ - แผนพัฒนาท้องถิ่นไม่มีความชัดเจนต่อการพัฒนางานของชุมชน เลือก 1) หลักคิด และวิธีการทำงานระหว่างหน่วยงานและชุมชนมีความแตกต่างกัน 2) แกนนำชุมชนขาดทักษะในการจัดทำแผน และขาดการประสานงาน 3) ระเบียบข้อบังคับภาครัฐไม่สอดคล้อง และเอื้อต่อขบวนชุมชน |
1) หลักคิด และวิธีการทำงานระหว่างหน่วยงานและชุมชนมีความแตกต่างกัน - สร้างความเข้าใจร่วมในวิธีคิด วิธีการทำงาน และกระบวนการวางแผนตั้งแต่เริ่มต้นระหว่างขบวนชุมชน และหน่วยงานภาคี - บูรณาการแผน และสร้างความเข้าใจในเวทีประชาคม (ระดับตำบล ระดับอำเภอ) - มีคำสั่ง/นโยบายหนุนเสริมให้เกิดการสร้างความเข้าใจและเกิดการบูรณาการแผน - สนับสนุนให้เกิดเวทีสมัชชาระดับจังหวัดเพื่อการบูรณาการแผน 2) แกนนำขาดทักษะในการจัดทำแผน และขาดทักษะการประสานงาน - พัฒนา/อบรมแกนนำ เรื่อง ความรู้ความเข้าใจ และทักษะกระบวนการจัดทำแผนเพื่อให้เกิดการยอมรับ และสามารถลงทำงานในพื้นที่ได้ - ประสานความร่วมมือกับภาควิชาการ/ ผู้มีประสบการณ์เพื่อหนุนเสริมกระบวนการจัดทำแผนของชุมชน - จัดทำคู่มือการจัดทำแผนที่เข้าใจง่าย 3) ระเบียบข้อบังคับภาครัฐไม่สอดคล้อง และเอื้อต่อขบวนชุมชน - เรียนรู้กระบวนการจัดทำแผน และระยะเวลาการเสนอแผนระเบียบงบประมาณของหน่วยงานที่เอื้อประโยชน์ต่อชุมชน - หน่วยงาน/รัฐ ปรับระเบียบกฎเกณฑ์การใช้งบประมาณที่เอื้อประโยชน์ต่อชุมชน |
| ที่ 6 พัฒนาคนให้มีคุณภาพ และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง (3.25) |
1. ภาคี/หน่วยงาน - พอช.ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนน้อย (ไม่ต่อเนื่อง จริงจัง) - เรื่อง/ความรู้/หลักสูตร ไม่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย - ขาดการให้ความสำคัญกับการพัฒนาแกนนำรุ่นใหม่ - จัดระดับแกนนำให้เหมาะกับหลักสูตร (หลักสูตรรวมเรียนได้ทุกคน หลักสูตรเฉพาะเลือกเฉพาะคนที่เกี่ยวข้อง) 2. กลไก/ ผู้นำ - แกนนำจิตอาสามีจำนวนน้อยลง ด้วยเศรษฐกิจรัดตัว - กลุ่มเป้าหมายผลัดเปลี่ยนกันมา มาไม่ต่อเนื่อง มาแล้วไม่กลับไปถ่ายทอด หรือมาแล้วไม่ให้ความสนใจในเนื้อหา - ขาดบุคลากรของจังหวัดที่มีความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ออกแบบการพัฒนา 3. ระบบสนับสนุน - หลักสูตรต้องมีความหลากหลาย สอดคล้องกับผู้นำหลายระดับ สอดคล้องกับเนื้องานในพื้นที่ (ต้องมีทั้งเนื้อหาเชิงทฤษฎี และเนื้อหาภาคปฏิบัติ) - ขาดระบบการติดตามประเมินผล - สร้างแรงจูงใจให้อยากเข้ามาเรียนรู้ - ขาดงบประมาณหนุนเสริมอย่างเพียงพอ 4. อื่นๆ - การคัดเลือกคนไม่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และเนื้อหาที่จะพัฒนา - ขาดการมีส่วนร่วมในการคัดเลือกคน |
1) การพัฒนาที่ผ่านมาไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์งานพัฒนาของภาคประชาชน - ออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ มีความหลากหลายทั้งหลักคิด และวิธีการปฏิบัติ - เลือกกลุ่มเป้าหมายให้สอดคล้อง 2) การหนุนเสริมของ พอช. ไม่ต่อเนื่อง - เสนอให้เป็นยุทธศาสตร์ของ พอช. |
| ที่ 8 ยกระดับคุณภาพขบวนองค์กรชุมชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น (3.17) |
1. ภาคี/หน่วยงาน - แผนงานโครงการเป็นแผนของหน่วยงาน ไม่ใช่แผนงานของขบวน 2. กลไก/ขบวน - ขาดการยกระดับความสามารถให้เป็นขบวนระดับจังหวัด ยังต่างคนต่างทำ - ขบวนเกิดขึ้นตามงบประมาณที่ลงสนับสนุน - แกนนำขาดการยอมรับจากคนในขบวน - กลไกการประสานงานของขบวนไม่ชัดเจน - ตัวแทนขบวนไม่ได้มาจากตัวแทนของคนที่เดือดร้อน และผู้เดือดร้อนบางส่วนยังอยู่ในระบบการพึ่งพา - ขบวนมาจากคนไม่กี่คน หรือมาจากคนพวกเดียวกัน (เป็นพรรคเป็นพวก) ไม่หลากหลาย - ขาดการประสานงานกับหน่วยงานภายนอก/ ขาดระบบคิดในการพัฒนาเชิงการเปลี่ยนแปลง - ขบวนยังไม่สามารถจัดทำแผนพัฒนาความเข้มแข็งของขบวนได้ 3. ระบบสนับสนุน - ขาดเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ในการหนุนเสริม จัดระบบเชิงขบวน - ขาดระบบหนุนเสริมการบริหารจัดการขบวน - ขาดงบประมาณในการหนุนเสริม |
1) องค์ประกอบของขบวนองค์กรชุมชนไม่หลากหลาย - สร้างการพัฒนากลไกที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกประเด็นงาน ทุกเครือข่ายในทุกระดับ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญ 2) ขาดความศรัทธาและการยอมรับแกนนำขบวนชุมชน - สร้างระบบการบริหารขบวนองค์กรชุมชนให้มีธรรมาภิบาล - พัฒนาแกนนำให้มีคุณธรรม จริยธรรม มีความรู้ความสามารถ - แกนนำต้องมีพื้นที่ปฏิบัติการที่ชัดเจน 3) งบประมาณหนุนเสริมไม่เพียงพอ - มีแผนงบประมาณในการหนุนเสริมขบวนองค์กรชุมชนตามบริบทของชุมชน - แกนนำจะต้องใช้ศักยภาพในการประสานงานกับองค์กรชุมชนที่หลากหลาย |
| กลยุทธ์ |
ปัญหาอุปสรรค (ปัจจุบัน) (ภาคี กลไก ระบบสนับสนุน อื่นๆ) |
แนวทางออก (อนาคต) |
| ที่ 4 สร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับชุมชนท้องถิ่น (3.25) |
- ขาดการถ่ายทอดข้อมูลจากระดับนโยบายสู่ระดับชุมชน - ยังไม่เข้าใจความเป็นชุมชน ใช้ภาษางานพัฒนา ภาษาทางการ ชุมชนไม่เข้าใจ - ขาดคู่มือการทำงานที่จะใช้ในการปฏิบัติงาน - ขาดการประสานงานอย่างต่อเนื่อง - ความรู้ความเข้าใจของแกนนำ กลไก ไม่เท่ากัน ทำให้การสื่อสารรับรู้ไม่เท่ากัน - ขาดการจัดการความรู้จากการทำงาน - การตื่นตัวของชุมชนต่อการเรียนรู้ยังมีน้อย - ขาดการสื่อสารประชาสัมพันธ์ - พัฒนาเครื่องมือสนับสนุนให้ชุมชนมีความรู้ที่เท่าทัน |
1) ขาดความรู้ด้านนโยบาย - ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านระบบสารสนเทศ - มีบุคลากรทำหน้าที่อธิบายให้ความรู้ให้ข้อมูลกับชุมชน 2) ขาดทักษะและเทคนิคในการสื่อสารและการประสานงานอย่างมีพลัง - สร้างทีมทำหน้าที่ในการสื่อสาร/ อบรมทีมงานที่รับผิดชอบงานสื่อสาร - บรรจุเป็นหลักสูตรการพัฒนาแกนนำ “การสื่อสารอย่างมีพลัง” |
| ที่ 3 ส่งเสริมบทบาทการพัฒนาของภาคประชาสังคม (3.00) |
- ขาดการเชื่อมร้อยเครือข่ายประชาสังคม เพื่อการหนุนเสริมขบวนชุมชน - การส่งเสริมบทบาทของภาคประชาสังคมยังมีน้อย - ขาดแผนยุทธศาสตร์ และการจัดสรรงบประมาณหนุนเสริมภาคประชาสังคมที่ชัดเจน - ขบวนชุมชนใดรู้จักกับประชาสังคมใด ก็จะสามารถขับเคลื่อนงานได้ แต่ถ้าขบวนใด เรื่องใดไม่รู้จักประชาสังคมในเรื่องนั้น ขบวนนั้นจะไม่ได้รับการพัฒนา - หนุนเสริมประชาสังคมโดยไม่เชื่อมต่อขบวนชุมชน - หนุนเสริมประชาสังคมไม่ทั่วถึง ได้รับการสนับสนุนเพียงบางกลุ่มบางองค์กร - ขาดส่วนงานที่รับผิดชอบงานด้านประชาสังคมโดยตรง |
1) ไม่มีทิศทางการหนุนเสริมเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ชัดเจน - จัดตั้งหน่วยงานใน พอช. เพื่อรับผิดชอบโดยตรง - มีการจัดทำแผนการสนับสนุนที่ชัดเจน - มีการสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง - มีการแบ่งบทบาทความรับผิดชอบตามเครือข่ายที่ขัดเจน |
| ที่ 2 สร้างพื้นที่รูปธรรมความร่วมมือ (2.83) |
- ขาดแผนและงบประมาณในการสร้างพื้นที่รูปธรรมความร่วมมือในแต่ละปี - ขาดการสร้างความสัมพันธ์แนวราบระหว่างภาคี - ภาคียังไม่มีความจริงใจที่จะร่วมสร้างพื้นที่รูปธรรมให้เกิดขึ้นจริง - ขาดความรู้ เทคนิค ทักษะ ในการประสานงานกับภาคี - ภาคีบางส่วนยังมีความเป็นเจ้าของชุมชน - ขาดเป้าหมายร่วม และประโยชน์ร่วมระหว่างหน่วยงานและชุมชน - อำนาจการตัดสินใจของชุมชนยังไม่เป็นจริง |
1) ขาดการบูรณาการในการทำงาน -ส่งเสริมให้เกิดการสร้างคณะกรรมการร่วมในการขับเคลื่อนและมีพื้นที่รูปธรรมร่วมกัน 2) ขาดการสื่อสารประชาสัมพันธ์พื้นที่รูปธรรม - จัดเวทีการเรียนรู้ในพื้นที่ตำบล 3) ขาดองค์ความรู้ในการสร้างพื้นที่รูปธรรม - สร้างแนวทางการพัฒนาพื้นที่รูปธรรมจากตัวอย่างที่หลากหลาย |
| ที่ 5 พัฒนากระบวนการเรียนรู้ระหว่างชุมชนท้องถิ่น (2.83) |
- ขาดการเชื่อมโยงเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างกัน (เชื่อมงานไม่ได้เชื่อมการเรียนรู้) - ขาดการหนุนเสริมงบประมาณในการเชื่อมโยงการเรียนรู้ในทุกระดับ (ตำบล จังหวัด ภาค) - ยึดติดกับประเด็นงานของตนเอง (สาละวนกับงานของตนเอง) - ขาดการยอมรับซึ่งกันและกัน - หน่วยงานที่หนุนเสริมขาดการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ระหว่างขบวนชุมชน - ขาดการเตรียมการด้านการสร้างกระบวนการเรียนรู้ |
1) ขาดการพัฒนา และจัดการความรู้พื้นที่รูปธรรมอย่างจริงจัง - มีการจัดทำแผนในการพัฒนาการจัดการความรู้ในเชิงพื้นที่และประเด็นอย่างต่อเนื่องทุกปี - ยกระดับพื้นที่การพัฒนาความรู้ สู่พื้นที่เรียนรู้ด้านการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน - มีการประเมินผล เพื่อการขยายผลพื้นที่รูปธรรม |
ทั้งนี้ จากการสัมมนายุทธศาสตร์ขบวนองค์กรชุมชนภาคใต้ มีข้อเสนอยุทธศาสตร์ 5 ข้อ ได้แก่
1. การพัฒนาคนและขบวนองค์กรชมชน
2. ความมั่นคงในชีวิต
3. ความมั่นคงในแหล่งผลิตอาหาร
4. การพัฒนาความเข้มแข็งของขบวนองค์กรชุมชน
5. การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้
นอกจากนี้ ในการบริหารและสนับสนุนงบประมาณไปสู่พื้นที่หรือจังหวัดของ พอช. ควรจัดสรรตามแผนงานโครงการที่มีการนำเสนอ แทนที่การจัดสรรงบประมาณแบบเฉลี่ยทุกภูมิภาค
การนำเสนอร่างทิศทางและยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสถาบันฯ พ.ศ.2560 – 2564
โดย รศ.ดร.สมบัติ กุสุมาวลี
การจัดทำยุทธศาสตร์ของสถาบันฯ พ.ศ.2560-2564 ใช้วิธีการนำแผนยุทธศาสต์ฉบับเดิมมาปรับให้มีความชัดเจนแหลมคม นำแนวความคิดการขับเคลื่อนงานโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง การให้ความสำคัญการขับเคลื่อนงานระดับจังหวัด การวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์ระดับโลก ระดับชาติ แผนการพัฒนาระยะต่างๆ และนโยบายรัฐบาล มาประมวลกับความเห็นของขบวนองค์กรชุมชนทุกภาค ส่งผลให้ได้ร่างยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสถาบันฯ พ.ศ. 2560-2564 ที่เริ่มต้นจากการสร้างรากฐานให้มีความเข้มแข็ง ประชาชนอยู่แบบพอดี ทั้งด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานราก ด้านที่ดินทำกิน/ที่อยู่อาศัย และด้านการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นที่ดี ซึ่งในการสร้างความเข้มแข็งจากฐานรากจะต้องมีระบบข้อมูลสารสนทเทศและองค์ความรู้ที่ดีของชุมชนเพื่อให้เป็นแหล่งสนับสนุนการทำงาน มีการสร้างสภาองค์กรชุมชนให้แข้มแข็ง มีแผนแม่บทชุมชนที่ดี เมื่อฐานรากมีความเข้มแข็ง จะเกิดการขับเคลื่อนไปสู่ระดับที่ใหญ่กว่าไปเป็นลำดับขั้น เกิดการปฏิรูประดับตำบลและอำเภอ เกิดระบบท้องถิ่นใหม่ที่มีการผสมผสานระหว่างองค์การปกครองท้องถิ่นกับชุมชน เกิดการจัดระบบท้องถิ่นใหม่ เกิดสัญญาประชาคม เกิดระบบการจัดความสัมพันธ์ที่ดี นำไปสู่การปฏิรูประดับจังหวัดและประเทศ ซึ่งทีมงานจะนำร่างยุทธศาสตร์และเนื้อหาที่ได้จากการสัมมนาฯ ครั้งนี้ ไปวิเคราะห์ประมวลผลเพื่อจัดทำเป็นยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสถาบันฯ ต่อไป.
เรียบเรียงโดย งานสื่อสารองค์กรและสำนักยุทธศาสตร์และเชื่อมโยงขบวนชุมชน





