
สุรินทร์/ 3-4 กรกฎาคม 2560 คณะทำงานพัฒนาศักยภาพแกนนำภาคอีสาน จัดเวทีพัฒนาศักยภาพแกนนำระดับตำบล กลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์/เจริญราชธานีศรีโสธร โดยมีตัวแทนแกนนำจากจังหวัดนครราชสีมา, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, สุรินทร์, อำนาจเจริญ, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ และยโสธร เข้าร่วมงานประมาณ 90 คน ณ ห้องประชุมมูลนิธิพัฒนาอีสาน อ.เมือง จ.สุรินทร์ เพื่อเพิ่มเติมความรู้ และวางแนวทางการจัดทำแผนพัฒนาตำบล
สังคม เจริญทรัพย์ ประธานร่วมคณะอนุกรรมการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พอช. กล่าวว่า การทำงานต้องรู้จักตนเอง ประเทศ และโลก จะทำให้เรารู้ว่าจะเดินไปทางไหน หากเข้าภาวะเศรษฐกิจโลก ก็เข้าใจชุมชน ก็จะรู้จักตัวเอง และรู้ภารกิจตัวเองคืออะไร เราคือนักพัฒนาอาชีพ หรืออาชีพนักพัฒนา 2 คำนี้คนละความหมาย
เจตนารมณ์ของ พอช. ต้องการให้พี่น้องลุกขึ้นมาแก้ปัญหาตนเอง ลุกขึ้นมาจัดการตนเองทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล คือเจ้าของปัญหามีความเป็นเจ้าของ รู้ว่าตัวเองทำอะไร เราต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ รู้สภาพของชุมชน ภูมิศาสตร์พื้นที่ รู้จักคนในชุมชน และรู้วิธีการที่จะช่วยกันรักษา เราต้องกุมสภาพพื้นที่ได้ และต้องเชื่อว่าคนในพื้นที่จับมือกันแก้ปัญหาได้ ไม่ต้องเชื่อคนข้างนอกมากนัก ต้องเชื่อคนของเรา โดยส่วนใหญ่เราจะไม่เชื่อคนบ้านเดียวกัน แต่เราเลือกที่จะเชื่อคนอื่น
ช่วงนี้เป็นจังหวะสำคัญที่ พอช.มีการพัฒนาศักยภาพขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ งบประมาณภาคละ 2 ล้าน เงินเยอะจะคิดน้อย เงินน้อยจะคิดเยอะ เพราะเงินน้อยต้องคิดกระบวนการที่ซับซ้อนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ การพัฒนาผู้นำในขบวนภาคอีสานจะมีทีมวิทยากรในภาคมาเป็นคณะทำงาน ซึ่งมีการพัฒนาคนในหลายระดับ ตั้งแต่คณะอนุกรรมการภาค แกนนำจังหวัด และครั้งนี้เป็นแกนนำตำบล กลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ และเจริญราชธานีศรีโสธร รวม 8 จังหวัด
ตำบลที่มาส่วนใหญ่เป็นตำบลที่ได้รับงบประมาณ ในการจัดทำแผนพัฒนาตำบล 20,000 บาท เงินไม่เยอะ แต่มีแนวว่าต้องไปสร้างกระบวนการจัดทำแผนฯ คิดแล้วเดินอย่างไร ขาดอะไรบ้าง ช่วยหนุนเสริมอย่างไร เวทีนี้ถือว่ามาเล่าให้ตำบลอื่นได้ฟังด้วย ซึ่งสิ้นเดือนมิถุนายนต้องปิดงวด 1 และเบิกจ่ายงวด 2 หลายข้อเป็นการปฏิบัติการจริง จะเป็นประโยชน์ถ้าขาดอะไรจะได้ไปช่วยหนุนเสริมกัน สังคม กล่าว
วิเชียร พลสยม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า สภาองค์กรชุมชนตำบลคือเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น แม้จะมีมาตั้งแต่ปี 2551 แต่พี่น้องยังไม่สามารถใช้เครื่องมือนี้ได้อย่างเต็มที่ มีนักวิชาการระบุว่าสภาองค์กรชุมชนตำบลนั้น สามารถป้องกันการบั่นทอนจากภายนอกได้ ถ้าเข้าใจบทบาท โดยเชื่อว่าเป็นเครื่องมือเป็นอุดมการณ์ประชาชนที่ต้องการเป็นเจ้าของการพัฒนาที่มีชุมชนเป็นแกนหลัก
คำถามคือทำไมองค์กรชุมชนจึงไม่สามารถใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือในการพัฒนาได้ สภาองค์กรชุมชนจะเข้มแข็งกล้าท้าทายต่ออำนาจ หรือสร้างกลุ่มการเมืองในท้องถิ่นได้ จะเกิดจากเงื่อนไขสำคัญคือ ผู้นำ และทุนทางสังคมในระดับชุมชน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นการตั้งสภาฯมีทั้งที่สร้างความขัดแย้ง มีทั้งที่เกิดการประสานความร่วมมือ และมีที่ตั้งแล้วอยู่เฉยๆ ตั้งไว้เฉยๆ ปัจจัยสำคัญ อยู่ที่ผู้นำ และทุนเดิมของชุมชนท้องถิ่น
สภาองค์กรชุมชนตำบลเกิดขึ้นก็เพื่อสร้างเครื่องมือต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำ ที่มีกฏหมายรองรับการมีส่วนร่วม ทดแทนความบกพร่องของประชาธิปไตยตัวแทน การที่หน่วยงานมีภารกิจมาก และการเติบโตของภาคประชาสังคม เป็นการทำงานของภาคประชาชนที่มีคุณภาพมากขึ้น เปลี่ยนจากการเรียกร้อง มาพึ่งตนเอง ชุมชนเข้มแข็ง เกิดนวัตกรรมการทำงาน จากทำเล็กมาทำทั้งตำบล หวังเป็นเครื่องมือการกำหนดทิศทางอนาคตเอง จากการสั่งสมประสบการณ์ เครื่องมือที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม จึงต้องมีสภาฯ
ตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบล สภาฯ มีบทบาทหน้าที่สำคัญ เชื่อมโยงเครือข่ายตำบล กำหนดแผนการพัฒนา ใช้แผนเป็นเครื่องมือ คล้ายสภาพัฒนาเศรษฐกิจระดับตำบล เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กำหนดการพัฒนาตำบลโดยคนในชุมชนท้องถิ่น เพื่อคนในชุมชนท้องถิ่น เพราะสภาฯ เป็นที่รวมกลุ่มองค์กรต่างๆในชุมชน เป็นตัวแทนสถาบันต่างๆในพื้นที่ รวมปราชญ์ชาวบ้าน รวมผู้นำทางการ ฝ่ายการเมือง สภาฯ จึงเป็นที่รวมทุกภาคส่วน หลักสำคัญเป็นที่รับรองสถานภาพองค์กรชุมชน รับรองขบวนการทำงานภาคประชาชน จัดกระบวนการเรียนรู้ เวทีปรึกษาหารโดยให้ความสำคัญกับปัญหาในพื้นที่ อีกทั้งยังสามารถเป็นเวทีกลาง ลดความขัดแย้ง สร้างความร่วมมือ จัดการความรู้จากการปฏิบัติสู่การขยายผล ประเด็นงานพัฒนาต่างๆ
อย่างที่สภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลหินเหล็กไฟ จ.บุรีรัมย์ ได้สร้างพลังอำนาจให้ประชาชน องค์กรชุมชนที่มีปัญหาเรื่องโรงไฟฟ้าชีวิมวล โรงงานน้ำตาล สภาฯ ก็สามารถเป็นพื้นที่ในการเจรจา กับหน่วยงานได้ และสามารถพัฒนาศักยภาพผู้นำได้ ซึ่งเราต้องเชื่อว่าเรามีหน้าที่ที่จะต้องทำ และเชื่อว่าพวกเรามีอำนาจ
นอกจากนั้นพี่น้องต้องมีเป้าหมายระยะยาว อยากเห็นอะไร อยากเห็นบ้านเราจะเจริญรุ่งเรือง มีวิสัยการพัฒนาระยะ 10 ปี 20 ปี หัวใจที่ต้องเดินคือการใช้แผนชุมชน และมีแผนพัฒนากิจการสภาฯ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น มีแกนนำสำคัญเอาการเอางาน แผละมีแผนการพัฒนากลุ่มองค์กรชุมชน กลุ่มแข็งสภาฯก็แข็ง เราอยากเห็นสภาองค์กรชุมชนเป็นแบบไหน เราสามารถก้าวข้ามคำถามต่างๆ และตอบคำถามได้หรือไม่
ชาติวัฒน์ ร่วมสุข คณะทำงานพัฒนาศักยภาพแกนนำภาคอีสาน กล่าวว่า เจตนารมณ์ของการมีสภาองค์กรชุมชนตำบลนั้นเป็นที่สร้างคนจากการเป็นประชาชนสู่การเป็นพลเมือง ใช้สภาฯ พัฒนาคนให้เป็นพลเมือง ร่วมพัฒนาบ้านเมือง ซึ่งเป็นทางเลือกทางรอดของประเทศ ถ้าไม่ทำแบบสภาองค์กรชุมชนก็ไปไม่รอด ทำอย่างไรจะปลอดหนี้สิน พี่น้องหายทุกข์ยาก
80 ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พี่น้องทุกข์ยากเป็นหนี้มากขึ้น ตัวเราเท่านั้นที่จะพาพี่น้องออกจากความทุกข์ยาก เราไม่สามารถคาดหวังได้จากนักการเมือง ข้าราชการ นักการเมืองรวย พี่น้องจน ไม่มีวี่แววจะดีขึ้น จากการทำงานทำให้พบว่า มีปัญหาของประเทศที่หนักหน่วง เป็นรากเหง้าปัญหา คือเรื่องระบอบการเมืองการปกครองของประเทศเรา เพราะโครงสร้างทางการเมือง และรัฐราชการ และพี่น้องประชาชนกลายเป็นคนรอ ไม่สามารถกำหนดสิ่งที่ตนเองต้องการในการแก้ไขปัญหา จนกลายเป็นความเคยชิน ไม่มีใครคิดถึงการพึ่งตนเอง ขาดสำนึกของพลเมือง
เรามีเวทีกลางสภาองค์กรชุมชนที่สามารถเข้าไปเชื่อมโยงแผนพัฒนาและงบประมาณในการพัฒนาตำบล เราต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาแผน ขั้นที่ 1 สร้างทีม ทำความเข้าใจ ขั้นที่ 2 เก็บข้อมูล สรุป หาแนวทางแก้ไข โดยเปิดเวทีทุกหมู่บ้าน แบ่งเป็นสิ่งที่พี่น้องแก้เอง และอีกแนวทางคือหาแสวงหาความร่วมมือ หน่วยงานที่จะเข้ามาเสริม ขั้นที่ 3 เปิดเวทีนำเสนอ และ 4 ตั้งคณะกรรมการติดตามข้อเสนอ แกนนำจังหวัดอำนาจเจริญแนะ
อัครวิทย์ หมื่นกุล นักวิชาการอิสระ กล่าวถึงหลักในการประสานงานเพื่อขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง โดยระบุว่า การประสานงานเป็นเรื่องสำคัญของสภาอค์กรชุมชน พี่น้องมีตัวตน การประสานงานให้รู้ให้เกิดความร่วมมือ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องอยู่เป็นกลุ่มเป็นหมู่ และพี่น้องอยู่ส่วนไหนของสังคม ทำหน้าที่บทบาทอะไร เกี่ยวข้องกับใคร เราต้องรู้จักตัวเอง ถึงจะรู้ทางไป ถ้าองค์กรไม่ชัดเจน จะประสานงานยาก
องค์กรจะมีการบริหารจัดการ มีองค์ประกอบของกลุ่มองค์กร วัตถุประสงค์ ระเบียบ สมาชิก กรรมการ ผู้นำ กิจกรรม ดังนั้นบทบาทของสภาองค์กรชุมชน ต้องมีการประสานงาน เพื่อรับฟังปัญหา วางแผน เสนอแผนงาน ดำเนินการแก้ไข องค์กรต้องมีการประสานงาน ทั้งภายในและภายนอก
การสื่อสารและการประสานงานนั้นแตกต่างกัน การสื่อสารโดยส่วนใหญ่เพื่อให้เกิดการรับรู้ ส่วนใหญ่เป็นการสื่อสารทางเดียว การผลิตสื่อต่างๆ จะมีการสื่อสารสองทางก็ได้เช่นการจัดประชุม แต่การประสานงานมีเป้าหมายที่ชัดเจน และเป็นการประสานงานกับภายนอก
การประสานงานคือ สร้างความร่วมมือ ความเห็นชอบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กร ให้เกิดการดำเนินการเป็นไปตามแผน ซึ่งมีการประสานงานอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ บนฐานของความสัมพันธ์และเรื่องราวหลักการนำการประสาน โดยผู้ประสานงานที่ดี เต็มใจที่จะติดต่อผู้อื่น สร้างความสัมพันธ์ความไว้วางใจ ฟังให้มาก หลีกเลี่ยงการโต้แย้ง ซักซ้อมให้เข้าใจวัตถุประสงค์ตรงกัน ซึ่งการประสานงานเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ในการพูด การโน้มน้าว การรับฟัง สุภาพ อ่อนโยน และมีความจริงใจ ส่วนมากการประสานงานควรเป็นผู้นำ เพราะเป็นการให้เกียรติ และต้องแต่งตัวสุภาพ
ทองใบ สิงสีทา ผู้จัดการสำนักเลขานุการสภาองค์กรชุมชน พอช. กล่าวว่า จากการร่วมสังเกตการณ์ประชุม คิดว่าประเทศไทยเห็นทางรอดแล้ว เนื้อหาจากวิทยากรมีเนื้อหาที่ดีมาก แต่ปัญหาของคนภาคอีสานก็ยังไม่ก้าวหน้าไปไหน เราต้องเอาความรู้จากวิทยากรไปถ่ายทอดสู่คนอื่นๆในตำบลต่อ เป็นโจทย์ที่พี่น้องผู้เข้าร่วมจะต้องคิด หากการเปลี่ยนแปลงที่จะให้พี่น้องในตำบลลุกขึ้นมาจัดการปัญหาของตัวเอง จากเพลงผู้ใหญ่ลี ถึงวันนี้สภาพปัญหาก็ยังคือเก่า มีความซับซ้อนมากขึ้น พี่น้องสภาฯ ต้องเอาจริงเอาจังมากขึ้น
ในระดับหมู่บ้าน ๆ ละ 5 คน จะระดมคนที่เห็นร่วมมาร่วมกันคิดอย่างไร การประสานความร่วมมือ การทำแผนยุทธศาสตร์ การค้นหาจุดอ่อนจุดแข็ง นับเป็นเรื่องที่ทำยาก ในการเก็บข้อมูล ทำแผนต่างๆ มีรายละเอียดที่พี่น้องต้องมองหาผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์ อดีตราชการ พระ ให้มาช่วยทำงาน
ข้อมูลอะไรที่เราจำเป็นต้องเก็บ หากจะแก้ปัญหาหนี้สิน เป็นกำลังใจให้ผู้นำไปลองออกแบบ ประยุกต์ ค่อยทำไปพัฒนาไป สภาฯ หัวใจสำคัญคือ วงปรึกษาหารือกัน จะนำไปสู่การเคลื่อนไหวในพื้นที่ เริ่มจากเรื่องง่ายๆ และให้ครบตามองค์ประกอบของสภาองค์กรชุมชน ส่วนใหญ่จะเป็นการประชุมที่เจ้านายมา ทำให้ไม่เกิดตามเจตนารมณ์เท่าที่ควร ปัจจุบันมีการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนแล้วกว่า 5,800 ตำบล และ พอช.จะตั้งในเต็มพื้นที่ภายในปี 2562 มีเพียง 10 เปอร์เซ็นเท่านั้นที่สามารถใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือได้ ผู้จัดการสำนักเลขานุการสภาองค์กรชุมชน พอช. กล่าว
ทั้งนี้แกนตำบลจาก 2 กลุ่มจังหวัด หลังจากที่ได้เรียนรู้หลักสูตรต่างๆ แล้ว จึงได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนถึงแนวทางการผลักดันแผนการพัฒนาตำบล โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้จัดทำแผน กลุ่มตำบลที่อยู่ระหว่างดำเนินงาน และกลุ่มตำบลที่มีแผนพัฒนาตำบลแล้ว โดยได้กำหนดแนวทางการทำงานในแต่ละระดับ และจะกลับไปดำเนินการในพื้นที่ของตนเองต่อไป














