|
คุณชมัยภรณ์ ชื่นจิตร (มาย) |
ผู้นำหญิงนักพัฒนา |
ผู้ใหญ่มาย เล่าให้ฟังว่า เมื่อ ๓ ปี ที่ผ่านมา ประมาณปี ๒๕๕๘ มีเกษตรกรที่ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ เช่น โคนม และสุกรขุนเป็นอาชีพเสริมจากการทำนาเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงระดับฟาร์ม บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับแหล่งอาศัยของชุมชน ทำให้ชุมชนประสบปัญหาจากกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์และแมลงต่างๆ ซึ่งกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก จนถึงขั้นมีการร้องเรียนเกิดขึ้น
ขี้หมูเหม็น
ปัญหาที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนเพื่อลดข้อร้องเรียน บ้านเสาหินแห่งนี้ใช้หลักการมีส่วนร่วมของคนเสาหินโดยเปิดเวทีประชาคมหมู่บ้าน ปรึกษาหารือ ร่วมกันคิดค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว นำข้อมูลทุกๆ ด้านมาจัดทำเป็นโครงการบรรจุไว้ใน “แผนชุมชน” หรือ “แผนหมู่บ้าน” นำเสนอปัญหาและขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยแก้ไขปัญหาในชุมชน รวมถึงการใช้มูลโคขุนที่ชาวบ้านได้เลี้ยงไว้
ภาคีร่วมสร้างสุข
ปัญหา “ขี้หมูเหม็น” ได้ถูกนำไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพลังงานฯ จังหวัดสุโขทัย ซึ่งผู้ใหญ่มายได้เป็นอาสาสมัครพลังงานของจังหวัดสุโขทัย เจ้าหน้าที่ฯ ได้แนะนำให้นำขี้หมูที่เป็นปัญหาเหล่านี้ไปทดลองหมักเพื่อผลิตไบโอแก๊สหรือแก๊สชีวภาพสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ หมู่บ้านเสาหิน เรียกแก๊สชีวภาพนี้ว่า “ไบโอดีแก๊ส”
ซึ่งเราเกิดข้อสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมถึงเรียก “ไบโอดีแก๊ส” ได้รับคำอธิบายว่า คำว่า “ไบโอ” คือ มาจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ ส่วนคำว่า “ดี” น่าจะมีความหมายว่า เป็นสิ่งที่ดี หรือสะอาดบริสุทธิ์
พลังงานพอเพียง
ทางสำนักงานพลังงานจังหวัดสุโขทัย กระทรวงพลังงาน จึงได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจแหล่งฟาร์มโคนมและสุกรที่มีศักยภาพสามารถผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อเป็นพลังงานทดแทนได้ โดยได้คัดเลือกฟาร์มที่มีความสนใจและมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการนำร่องในการบริหารจัดการของเสียที่เกิดขึ้นในฟาร์ม เพื่อเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซหุงต้มด้วยเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือ ช่วยลดรายจ่ายค่าก๊าซหุงต้ม (LPG) และสนับสนุนให้ชุมชนตระหนักถึงการพึ่งพาแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพในชุมชนแทนการการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งภายนอก อีกทั้งยังช่วยลดกลิ่นรบกวนที่เกิดจากมูลสัตว์ และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืนในชุมชนได้อีกด้วย
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาขี้หมูเหม็น ซึ่งได้แนะนำให้นำขี้หมูที่มีปัญหาเหล่านี้ รวมถึงมูลของสัตว์เลี้ยงอื่นๆ เช่น สุกร วัว ควาย หรือเศษอาหารที่เหลือทิ้งตามครัวเรือนไปทดลองหมักทำแก๊สชีวภาพ
สำนักงานพลังงานจังหวัดสุโขทัย ร่วมกับ วิทยาลัยพลังงานทดแทน มหาวิทยาลัยนเรศวร มาสอนให้ผู้นำทำบ่อหมักแก๊สจากหมูสัตว์และเศษอาหารที่เหลือจากครัวเรือน เป็นแบบฝาครอบลอย แบบโอ่ง และแบบพลาสติกพีวีซี เหมาะสำหรับครอบครัวห่างไกลหรือใช้ส่วนตัว
บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามาให้ความรู้เรื่องการใช้แก๊ส และให้ข้อแนะนำเรื่องแก๊สรั่ว (ยังไม่พบปัญหาที่เกิดจากการใช้แก๊สชีวภาพ) ปตท. ได้มาสร้างกิจกรรมเรียนรู้ในชุมชนร่วมกันเป็นประจำ
หญิงแกร่งผู้นำชุมชน ในหมู่บ้าน ๑๐ คน (ผู้หญิงแกร่งทั้งหมด) ได้เรียนรู้ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร จนสามารถทำตามแบบได้หมด เมื่อครอบครัวไหนสนใจที่จะทำ ต้นทุนการทำบ่อหมักแก๊ซชีวภาพ แบบฝาครอบลอย เป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ทั้งหมดประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อชุด ปัญหาที่ผู้ใหญ่มายเล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านยังไม่ให้ความร่วมมือในการมาเรียนรู้ร่วมกันในกระบวนการผลิตบ่อหมักแก๊ซชีวภาพในแบบต่างๆ ส่วนใหญ่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการประชุมประชาคมเท่านั้น ส่วนการลงมือปฏิบัติจริง จะเป็นหญิงแกร่งทั้ง ๑๐ คนนี้เท่านั้น ถือว่าเป็นความเสียสละอันใหญ่หลวงของผู้นำชุมชนที่นี่ บ่อหมักแก๊ซชีวภาพ “ไบโอดีแก๊ส” ๔ แบบ ดังนี้
๑. บ่อหมักแก๊ซชีวภาพ แบบโดมคงที่ ขนาด ๑๐๐ ลูกบาศก์เมตร

เมื่อปลายปี ๒๕๕๘ การสร้างบ่อหมักแก๊สชีวภาพขนาดใหญ่ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยติดตั้งถังหมักไบโอดีแก๊ส เรียกว่า “โดมคงที่” วัตถุดิบใช้ขี้หมูจากฟาร์ม การก่อสร้างบ่อหมักก๊าซชีวภาพประเภทโดมคงที่ (Fixed Dome) ขนาด 100 ลูกบาศก์เมตร พร้อมเดินระบบท่อส่งก๊าซชีวภาพไปยังชุมชนจำนวน 33 ครัวเรือน งบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ บาท โดยชุมชนให้ความร่วมมือในการขุดดินเพื่อวางแนวท่อหลักไปยังครัวเรือนแต่ละหลังคาเรือน และร่วมกันกำกับดูแลความปลอดภัยของแนวท่อส่งก๊าซชีวภาพ เริ่มใช้งานและสามารถแจกไบโอดีแก๊ส เมื่อต้นปี ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา หลังจากที่ชาวบ้านได้ใช้ไบโอดีแก๊สนี้แล้ว สามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ถึง ๑๕๐-๒๐๐ บาท โดยจะมีค่าใช้จ่ายเดือนละ ๕๐ บาทต่อครัวเรือน ปัจจุบันเงินค่าใช้จ่ายของชาวบ้านจะนำเข้า “กองทุนหมู่บ้านปลอดแก๊สปิโตเลี่ยม” มีเงินในบัญชีประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท เงินที่ได้มาจะนำมาปันผลให้กลุ่มผู้ใช้แก๊สฯ และเป็นค่าบริหารจัดการต่างๆ
๒. บ่อหมักก๊าซชีวภาพ แบบฝาครอบลอย ขนาด ๔ ลูกบาศก์เมตร 

ขั้นตอนของการใช้บ่อหมักชีวภาพ แบบฝาครอบลอย
๑.ให้นำขี้วัว ๑ ตัน ผสมกับน้ำ ๑ ตัน เทใส่ในถังใส่ขี้วัว
๒. ทิ้งไว้ประมาณ ๒๕ วัน แก๊สที่อยู่ในบ่อจะเกิดแก๊สสามารถนำมาใช้ในการหุงต้มแทนการใช้
แก๊สปิโตเลี่ยม
๓. หลังจากนั้นแล้วไม่ต้องเติมขี้วัวอีกแล้ว ให้ใช้เศษอาหารจากครัวเรือนปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลา ๒-๓ วัน
ให้อาหารบูดเสียก่อน และเติมลงไปในถังที่ใส่ขี้วัว เป็นประจำจะทำให้มีแก๊สใช้ตลอดปี
๔. ข้อสังเกตว่ามีแก๊สอยู่ในถังหรือไม่ ให้ดูว่าฝาครอบลอยขึ้นสูงจะมีแก๊สมาก ถ้าฝาครอบลอยต่ำ หมายถึงแก๊สใกล้จะหมดแล้ว
3. บ่อหมักก๊าซชีวภาพ แบบโอ่ง
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง เป็นระบบผลิตก๊าซชีวภาพ จากการหมักมูลสัตว์อย่างง่าย ได้ผลผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ ร้อยละ 50 – 75 เป็นก๊าซที่ติดไฟได้ สำหรับใช้หุงต้มภายในครัวเรือนนอกจากนี้ยังได้ผลผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่สามารถนำมาใช้ปรับปรุงดินในพื้นที่ทำการเกษตรอีกด้วย

วิธีการใช้งาน
1. ให้เตรียมมูลวัว (มูลต้องสดอย่างเดียว) มูลที่ได้ต้องไม่เกิน 2 วัน ใช้มูลต่อน้ำอัตราส่วน 1 : 1 คือ
มูล 1 ส่วน ต่อน้ำ 1 ส่วน คนผสมให้เข้ากัน เติมลงในบ่อให้ได้ระดับอิฐบล็อก 3 ก้อน หรือ 60 เซนติเมตร
2. เมื่อเติมได้ระดับ 60 เซนติเมตร แล้วต่อไปให้เตรียมมูลวัว ต่อน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 2 ทุกวัน ประมาณ 10 วันจึงจะได้แก๊ส
3. เมื่อครอบ 10 วันแล้ว ให้เปิดวาล์วหัวแก๊สวันละครั้ง เป็นเวลา 3 วัน (การเปิดวาล์ว ให้เปิดแล้วให้ได้ยินเสียงลมออก จนไม่ได้ยินเสียงลมออกแล้วจึงปิดวาล์ว) หลังจากนั้นจึงนำแก๊สมาใช้ได้ตามปกติ
๔. ถุงหมักก๊าซชีวภาพแบบพลาสติกพีวีซี
ถุงหมักก๊าซชีวภาพแบบพลาสติกพีวีซี เหมาะสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อยและผู้สนใจ สำหรับใช้หมักมูลสัตว์และเศษอาหารเหลือจากครัวเรือน ปริมาตร 7-8 ลูกบาศก์เมตร สามารถผลิตก๊าซชีวภาพทดแทนก๊าซหุงต้ม LPG ได้ 2 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือเท่ากับ 1-2 ถังต่อเดือน โดยครัวเรือนที่เลี้ยงหมูจำนวน 6 ตัว หรือโค จำนวน 3 ตัว ก็มีมูลเพียงพอที่จะนำไปใช้หมักแก๊สได้ นอกจากนั้นวิธีการติดตั้งระบบ การใช้งาน และการบำรุงรักษาก็ไม่ยุ่งยาก โดยถุงหมักจะมีอายุการใช้งานประมาณ 5 ปี
การเติมมูลสัตว์และการใช้แก๊ส
1. นำมูลสัตว์สดมาเทลงในวงบ่อทางเข้า (สามวันแรกให้ใส่มูลสด 20 ถัง) เอามูลส่วนหนึ่งปิดปากท่อก่อนแล้วละเลงมูลด้วยน้ำในส่วนที่เหลือให้มีลักษณะเหลวแล้วใช้ไม้ปิดปากท่อที่อุดไว้ใส่มูลให้ลงไปในถุงแก๊สให้หมด
(ควรเติมมูลที่เหลือวันเว้นวันก็ได้ขึ้นกับการใช้แก๊สในแต่ละวัน
2. การใช้แก๊ส เมื่อเติมมูลสัตว์ได้ประมาณ 20-30 วัน จึงเริ่มทดลองจุดไฟ สังเกตว่าแก๊สติดตลอดหรือไม่ ถ้าจุดติดแล้วดับแสดงว่า มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปนอยู่ ควรเปิดวาล์วไล่ออกที่ละน้อยจนกว่าเปลวไฟไม่ดับ
ข้อแนะนำอื่นๆ
1) กรณีมีรูรั่วจากวัสดุแหลมคมทิ่มตำ ให้ใช้กาวอีแว๊ปทา แล้วปิดด้วยพลาสติก PVC
2) การบำรุงรักษาและข้อแนะนำอื่นๆ
- ควรติดตั้งในที่โล่งแจ้งไม่มีกิ่งไม้ที่อาจหล่นมาใส่ถุงพลาสติกทำให้รั่วได้
- ควรหมั่นตรวจเช็ครอยรั่วซึม อย่างสม่ำเสมอ
- ดูแลระดับน้ำในขวดดักไอน้ำ ให้อยู่เหนือปลายท่อแก๊ส
- ควรตรวจสอบรอยรั่วอย่างสม่ำเสมอ
- ดูแลระดับน้ำในขวดดักไอน้ำให้อยู่เหนือปลายท่อแก๊ส 1-2 ชั่วโมง เสมอ
- ห้ามเทน้ำผงซักฟอก สบู่ น้ำล้างจานลงในบ่อแก๊ส
ค่าใช้จ่ายครัวเรือน
บ่อหมักก๊าซชีวภาพ แบบฝาครอบลอย แบบโอ่ง และแบบพลาสติกพีวีซี เหมาะกับครัวเรือนที่อยู่ห่างไกลและครอบครัวขนาดเล็ก ใช้วัตถุดิบเป็นขี้วัวจาก กลุ่มเลี้ยงโคขุน ๕ ครัวเรือน โดยแต่ละครอบครัวจะไปขนขี้วัวจาก กลุ่มเลี้ยงโคขุนมาใส่ในบ่อหมักแก๊สเอง หลักการพึ่งพาตนเอง ทำเอง ใช้เองทำให้ไม่ต้องเสียส่วนเกินอีก ๕๐ บาท เหมือนชาวบ้านที่ใช้แก๊สจากโดมคงที่
การเก็บข้อมูลการใช้แก๊สปิโตรเลี่ยม หรือแก๊ส LPG จากครัวเรือนและนำมาสรุปได้ว่า บ้านเสาหินมีค่าใช้จ่ายประจำในการซื้อแก๊สหุงต้มมาใช้ในครัวเรือนประมาณปีละ ๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อนำไบโอดีแก๊สมาใช้ทดแทนแล้ว สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึง ๓๐,๐๐๐ บาทต่อปี รวมถึงการจุดประกาย โดยนำสิ่งดีๆ ที่ผู้นำหรือประชาชนในหมู่บ้านเข้ารับการอบรมไม่ว่าจะเป็นการลดใช้พลังงานไฟฟ้า เป็นต้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
ขยายผล เสาหินเป็นหมู่บ้านปลอดแก๊สปิโตรเลียม 100% ได้วางแผนงานไว้ว่า จะขยายผลไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง ตอนนี้มีคนสนใจเข้ามาศึกษาแต่ยังไม่ได้ทำอะไรต่อ
หมู่บ้านปลอดแอลพีจี ตามวิถีชุมชนพอเพียง ชุมชนบ้านวัดเสาหิน เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการพลังงานอย่างครบวงจร ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของชุมชน ยังสามารถลดมลภาวะสิ่งแวดล้อมจากกลิ่นมูลสัตว์และของเสียจากฟาร์ม ทำให้ชุมชน ฟาร์ม และกลุ่มผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์สามารถอยู่ร่วมกันได้ และยกระดับให้เป็นหมู่บ้านปลอดแอลพีจี สามารถลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก แต่พึ่งพาพลังงานทดแทนที่ชุมชนมีศักยภาพ ตามวิถีชีวิตชุมชนพอเพียง ประสบความสำเร็จและได้ถูกยกระดับให้เป็นหมู่บ้านต้นแบบในการบริหารจัดการพลังงานอย่างครบวงจร เพื่อเป็นต้นแบบให้กับหมู่บ้านใกล้เคียงหรือผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาและนำไปขยายผลในชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป
วิราวรรณ์ ยกแก้ว (นักสื่อสารชุมชนภาคเหนือ จ.พิจิตร)







