playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

 20353728 10210056078977925 979157540 o

ขอนแก่น/ 24 กรกฎาคม 2560 สำนักส่งเสริมและประสานงานเครือข่ายสำนักวิจัยและวิชาการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติร่วมกับภาคีวิชาการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคประชาสังคม จัดประชุมพัฒนาความร่วมมือเครือข่ายกิจกรรมร่วมกับศูนย์ศึกษาและประสานงานด้านสิทธิมนุษยชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อประสานความร่วมมือ กำหนดแนวทางการทำงานร่วม และข้อเสนอต่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภาคอีสาน ณ ห้องประชุม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 

โดยมีตัวแทนจากสำนักส่งเสริมและประสานงานเครือข่ายและสำนักวิจัยและวิชาการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ศูนย์ศึกษาและประสานงานสิทธิมนุษยชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ศูนย์พัฒนานโยบายสาธารณะเชิงสร้างสรรค์ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม, ศูนย์ประสานงานวิจัยท้องถิ่น สภาฮักแพงเบิ่งแงงสารคาม, มหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ, มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร, มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร, มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี, มูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์ จังหวัดสุรินทร์, ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนเครือข่ายทามมูล, สมาคมเครือข่ายชาวนาชาวไร่อีสาน และศูนย์ส่งเสริมศักยภาพภาคประชาชนนครราชสีมา

นางสาววัลลภา ศารทประภา ผอ.สำนักส่งเสริมและประสานงานเครือข่าย กสม. กล่าวว่า ในการมาพบปะกันวันนี้เพื่อพัฒนาความร่วมมือกับเครือข่าย ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในการแสวงหาความร่วมมือทางวิชาการในภูมิภาค ซึ่งที่ภาคอีสานมีการตั้งศูนย์ประสานงานอยู่ที่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อนหน้านี้มีการหารือกันครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา คกก.สิทธิฯ ได้ติดตามสถานการณ์การละเมิดสิทธิฯ ในภาคอีสาน มีความร่วมมือในการสนับสนุนข้อมูล ข้อเท็จจริงในการปกป้องสิทธิฯ กสม.ต้องการเชื่อมประสานภาคี และเป็นฟันเฟืองในการสร้างพื้นที่กลางเพื่อแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นในภาคอีสาน 

โดยภารกิจหลักของ กสม. คือการคุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิฯ ในการส่งเสริมสิทธินั้น จะเน้นการดำเนินการทุกอย่างที่จะทำให้สังคมได้เรียนรู้และเข้าใจในเรื่องสิทธิ ให้ความรู้ ปรับทัศนคติ ที่เคารพตนเองไม่ละเมิดผู้อื่น และก่อให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นสังคมที่ไม่มีการละเมิดสิทธิ โดยวิธีการส่งเสริมนั้นมีหลากหลายวิธี ให้ความรู้ ผลิตเอกสารเผยแพร่ จัดกิจกรรมในชุมชน การพัฒนานโยบาย ซึ่งต้องมีการออกแบบการทำงานร่วมกับเครือข่าย สิ่งที่จะดำเนินการในด้านการส่งเสริมสิทธิจะมีการ 1) ทำคอนเท็นส์ ให้เจ้าหน้าที่รัฐรู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำละเมิดหรือไม่ 2) แผนการพัฒนาเครือข่าย ให้เครือข่ายเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ 3) แผนการสื่อสารองค์กร ทำในลักษณะลงทุนน้อยได้ผลมาก ซึ่ง กสม.จะมีการทำแผนในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งจะชวนเครือข่ายได้เข้าไปให้ความคิดเห็น 

นางสาวณิรมณ เชื้อไทย ผอ.สำนักวิจัยและวิชาการกสม. กล่าวเสริมว่า กสม.มีการสนับสนุนการทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิฯ ในภาคอีสาน คาดหวังว่าภาคประชาสังคม ชุมชนใดมีปัญหาการละเมิดสิทธิฯ มีความต้องการที่จะศึกษาวิจัยการละเมิดสิทธิในชุมชนหรือไม่ โดยประสานความต้องการไปที่ศูนย์ฯ ในภาค และจะมีการรับช่วงต่อ เพื่อจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ อนุมัติให้การสนับสนุน ซึ่งจะเน้นการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) นอกจากนั้น กสม.ยังมีการทำรายงานการละเมิดสิทธิฯ เพื่อรายงาน และเสนอแนะต่อรัฐบาลด้วย

นายสุพัฒน์ จันทนา ผู้อำนวยการภาค พอช. กล่าวว่า ปัญหาที่เข้ามากระทบกับชุมชนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชน มีทั้งประเด็นร้อน และประเด็น ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหา หลายอย่างมีที่มาจากเชิงนโยบาย จากกระแสโลก และลงไปสู่ชุมชน ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง มีประวัติศาสตร์มายาวนาน จนมาถึงทิศสำคัญที่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ในการสร้างอำนาจการจัดการท้องถิ่น

สำหรับ พอช. เป็นหน่วยงานภาคีหนึ่งที่ร่วมหนุนเสริมการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน ให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยมียุทธศาสตร์ขบวนองค์กรชุมชน ภาคี และพื้นที่เป็นตัวตั้ง ซึ่งมีฐานชุมชนอย่างก้าวงขวาง จากตำบล อำเภอ สู่จังหวัด ซึ่งความเข้มแข็งในการพัฒนามีทั้ง อ่อน กลาง และเข้มแข็ง แต่ก็ยังเป็นโจทย์ในพัฒนาความร่วมมือ

นอกจากนั้นยังหนุนเครือข่ายในเชิงภูมินิเวศ ทำงานผ่านประเด็นงานต่างๆ ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย ที่มียุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลด้วย และมีทั้งการพัฒนาในเขตเมืองและชนบท นอกจากนั้นยังมีการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่โยงกับชุมชนท้องถิ่น ภาคีกาพัฒนาในการแก้ปัญหาที่มีรูปธรรม รวมถึงเรื่องสวัสดิการชุมชน และเศรษฐกิจฐานราก ที่โยงกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยสนับสนุนภาคีทางวิชาการ และองค์กรเครือข่าย ในการผลักดันไปสู่การแก้ไขปัญหา โดย พอช.เป็นส่วนหนึ่งของเวที ระดมความคิด หาแนวทางในการทำงานร่วมกัน

ผู้อำนวยการภาค กล่าวต่อว่า ถ้าชุมชนเข้มแข็งจะเป็นการปกป้องคุ้มครองสิทธิในการละเมิดสิทธิชุมชนจากโครงการต่างๆ แนวทางที่ พอช.ใช้ สร้างความเข้มแข็งชุมชน ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการสร้างความเข้มแข็ง ใช้กลุ่มใช้องค์กรเครือข่าย สร้างการมีส่วนร่วมที่เป็นหัวใจ รวมทั้งการสร้างเกราะคุ้มกันการละเมิดสิทธิของชุมชน โดยใช้ฐานองค์กรชุมชน ในสถานการณ์ที่ชุมชนได้รับผลกระทบจากนโยบายต่างๆ การตั้งจากฐานชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ ในการรวมกลุ่ม องค์กร จากชุมชน ในพื้นที่ตำบล ที่เป็นจุดเชื่อมโยง ใกล้ชิดปัญหา สิทธิในเรื่องต่างๆ เรื่องเด็ก เรื่องเศรษฐกิจ รายได้ รวมทั้งเรื่องการเมือง

อย่างในเรื่องที่ดินทำกินที่อยู่อาศัยที่ชุมชนถูกละเมิด และชุมชนละเมิด โดย พอช.สร้างฐานในการรวมกลุ่มสหกรณ์ สร้างความร่วมมือกับหน่วยงาน เพื่อให้ชุมชนมีความมั่นคงในที่ดินอย่างพื้นที่การรถไฟ ที่ไปทำสัญญาเช่าที่ระยะยาว มีการเชื่อมกับกรมธนารักษ์ ในการใช้ที่ดินของรัฐเพื่อให้ชุมชนเช่าอยู่อาศัยในระยะยาวสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย หรืออย่างที่ดิน สปก. ที่มีการยึดคืนกลับมา จะนำมาพัฒนาให้ชุมชนอยู่อาศัยใช้ประโยชน์อย่างมั่นคง และมีการมองเรื่องปากท้อง รายได้ ที่เป็นเรื่องเย็นคือเรื่องระบบสวัสดิการ

สิ่งที่ พอช.ทำ จะเข้าไปร่วมเพื่อสร้างระบบจากข้างล่างอย่างไร หรือแม้กระทั่ง สภาองค์กรชุมชนตำบล ที่สามารถมีบทบาทในการให้ความรู้เรื่องสิทธิ ที่จะเป็นเครื่องมือในการทำงาน อย่างปัญหาที่ดิน มีความร่วมมือ ร่วมทำข้อมูลที่ดิน ร่วมมือกับหน่วยงาน ท้องถิ่น จนมีการออกเทศบัญญัติท้องถิ่นเชในการแก้ปัญหา

และยังมีการเชื่อมโยงเครือข่ายในระดับจังหวัด ที่มีองค์ประกอบจากชุมชน หน่วยงาน มีภาคีหลากหลาย เป็น area base เชื่อมกับ Issue base ที่จังหวัดอำนาจเจริญมีความน่าสนใจ เพราะกำลังจะมีการตั้งโรงงานน้ำตาล ซึ่งอำนาจเจริญมีองค์กรชุมชนอยู่เต็มพื้นที่ ถ้ามีงานวิชาการ งานวิจัย เข้าไปเป็นเครื่องมือ ที่จะพัฒนาร่วมกับทางคณะกรรมการสิทธิฯ หรือบทบาทของสภาองค์กรชุมชนตำบล ที่อยู่ในพื้นที่ตั้งโรงงานน้ำตาล จะเข้าไปคลี่คลายปัญหา ใช้งานข้อมูล งานวิจัยเป็นเครื่องมือในการทำงานร่วมกันอย่างไร  

ด้าน อาจารย์สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี กล่าวว่า คนส่วนใหญ่มองเรื่องสิทธิอย่างเข้าใจหรือไม่ ถ้าไม่โดนกับตัวเองอาจมีทัศนะคติที่ยังไม่กว้างมากนัก สิทธิทางการเมือง สิทธิในเรื่องชุมชน ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เขาต้องใช้ประโยชน์ ยังไม่ค่อยมีใครเข้าใจมานัก มีเรื่องสิทธิอะไรที่เราต้องเฝ้าระวัง ชุมชน สังคม มีหลายส่วนในปัจจุบันที่สิทธิชุมชนลดน้อยลง โดยไปอยู่ที่รัฐมากขึ้น ในทางวิชาการเรื่องสิทธิเป็นสิ่งที่หลากหลายด้าน ทั้ง เด็ก ธรรมชาติ ชุมชน ฯลฯ บทบาทของนักวิชาการมีหน้าที่ต้องสอน และให้การบริการทางวิชาการ หรือสิ่งที่เราทำอยู่เป็นการละเมิดสิทธิหรือไม่ การปฏิบัติต่อนักศึกษา เราช่วยเหลือหรือละเมิดเขาอย่างไร หรือส่งเสริมให้เขาเรียนรู้ในเรื่องสิทธิหรือไม่

ในเรื่องของสิ่งที่เราถนัด ความรู้ในเรื่องสิทธิเกิดจากคำถาม ว่าทำไมเราถูกกำหนดจากคนอื่นทั้งนั้น อย่างกรณีเหมืองแร่โปแตส ตนมีโอกาสลงไปศึกษาวิจัยทำให้เกิดการเรียนรู้ และทำให้ตาสว่างเนื่องจากชาวบ้านไม่ได้รับรู้อะไรสักอย่าง อย่างสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของชาวบ้านก็ถูกปิดกั้นเป็นต้น

หลังจากการเคลื่อนไหว ชาวบ้านกล้าที่จะเรียกดูข้อมูลจากส่วนราชการ จากจังหวัด จากบริษัท แต่กลับมีคนบอกว่า ถึงเอาไปก็อ่านไม่ออกเป็นภาษาอังกฤษ อ่านไม่รู้เรื่องหรอก ท้ายที่สุดแล้วบริษัทต้องไปแปลมาให้อ่าน หรือการเรียกสัญญาที่บริษัททำกับรัฐบาลมาดู จึงได้รู้ว่าชาวบ้านถูกละเมิดสิทธิอย่างมากมาย เมื่อสัญญาถูกเปิดเผย ทำให้ชาวบ้านเกิดการรวมกลุ่มในการต่อสู้  หลังจากนั้นจึงเกิดสิทธิชุมชนต่อมาในปี 2550 และเกิดสิ่งต่างๆ ในการคุ้มครองสิทธิของชาวบ้านตามมา

เรื่องสิทธิสำคัญ ไม่โดนกับตัวเองก็ไม่รู้ นักวิชาการจะลอยตัวก็ได้ แต่ถ้าไม่ทำงานกับชาวบ้านก็จะไม่รู้ เราจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะไปเรียนรู้กับชาวบ้านในเชิงรุกอย่างไร อาจารย์จะมีบทบาท 1) สอนในเรื่องสิทธิร่วมด้วยไหม ถ้าเกิดเหตุการณ์เราถูกละเมิดสิทธิจะทำอย่างไร หรือการเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิที่คนอื่นโดน หรือในการทำวิจัย ที่ไม่ใช่การทำวิจัยจากกรณีปัญหาการสร้างโรงงานน้ำตาล แต่เป็นการศึกษาป่าหัวไร่ปลายนาให้ยั่งยืนอย่างไร เพื่อเป็นการต่อสู้ในเรื่องสิทธิในทางอ้อม

นายศุภสิทธิ์ ศรีสว่าง หัวหน้ากลุ่มจังหวัด พอช. ประมวลสรุปการประชุมหารือทิศทางการทำงานของเครือข่ายและนักวิชาการ ครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา โดยสรุปว่า การเกิดการหารือนั้นเกิดจากเวทีมนุษย์-สังคม ที่จัดโดยคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับภาคีเครือข่าย หลายปีที่ผ่านมา มีประสบการณ์ ความเคลื่อนไหวงานชุมชน และวิชาการ ก่อให้เกิดการจุดประกายนักกิจกรรมทางสังคม เป็นที่มาที่อยากแสวงหาความร่วมมือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ในการประชุมครั้งที่แล้ว มีการสรุปร่วมกันว่า ปัจจุบันกิจกรรมทางสังคมเงียบ อ่อนแรง บทบาทสถาบันการศึกษาพลังหายไป พื้นที่ความเคลื่อนไหวถูกแย่งชิงจากอำนาจทางการเมือง การต่อสู้บนฐานความรู้เป็นสิ่งสำคัญ ชุมชนต้องรวมกลุ่มปัญหาจัดการตนเอง

หลักการสำคัญที่เห็นร่วมกันว่า การพัฒนาจากฐานล่าง ชุมชนเป็นแกนหลัก ใช้ความรู้ให้ชาวบ้านเข้าใจเรื่องสิทธิ มีเครื่องมืออย่างงานวิจัยชาวบ้าน ให้ชาวบ้านค้นหาความรู้ วิเคราะห์ตนเอง สร้างประเด็นปัญหาร่วม สร้างการเคลื่อนไหว ปลุกเร้าจากฐานล่าง สร้างเวทีเครือข่ายพูดคุยแลกเปลี่ยน รวมถึงสร้างรูปธรรมควาสำเร็จ

โดยสิ่งที่จะทำร่วมกันนั้น เพื่อเป็นการหล่อหลอมเรียนรู้ต่ละภาคส่วน เชื่อมโยงเนื้องานให้เป็นพลังการเรียนรู้ หยิบยกโจทย์ปัญหาชาวบ้านหาทางแก้ไข เกาะเกี่ยวค้นคว้านักวิชาการหนุน สู่ปฏิบัติการจริงในพื้นที่ ซึ่งมีแนวทางนักกิจกรรมทางสังคม สำรวจแนวร่วม ค้นหาอุดมการณ์ สร้างพื้นที่เรียนรู้ เชื่อมโยงการทำงาน พื้นที่เป็นหลัก กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ร่วม ให้การสนับสนุนบทบาทความร่วมมือ และอาศัยข้อมูล ความรู้ การสื่อสาร ผ่านศูนย์เรียนรู้ และพื้นที่รูปธรรมที่ร่วมกันขับเคลื่อน หัวหน้ากลุ่มจังหวัด กล่าวสรุปการพูดคุยในครั้งก่อน  

อาจารย์นิรันดร คำนุคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามกล่าวว่า การเชื่อมโยงกันของนักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคม ที่จะหนุนเสริมองค์กรชาวบ้าน ยังมีข้อจำกัดในหลายด้าน ความคาดหวังที่จะเกาะเกี่ยวเพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้า ในการออกแบบการทำงานร่วมกัน ที่ผ่านมาเคยมีการลงพื้นที่เหมืองแร่ที่เมืองเลย แต่ก็พบข้อจำกัดในหลายสิ่ง จากเวทีพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยน ก่อให้เกิดเนื้องานความร่วมมือที่นอกเหนือจากบันทึกความร่วมมือ คนที่มาตรงจุดนี้มีความเกี่ยวข้องกับงานมนุษย์-สังคม ใน 5 ปีที่ผ่านมา การทำกิจกรรมทางสังคม ให้ความสำคัญกับพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกัน อย่างที่ร่วมกับ พอช. ในการส่งเสริมการ ออกแบบการเรียนรู้ให้กับนักศึกษา การคาดหวังต่อคนอื่น เป็นเรื่องที่ยาก ลองมองจากในสิ่งที่แต่คนทำ

ภาพกว้างๆ ของสิ่งที่เราอยากทำกิจกรรมทางสังคม แนวทางการทำงานร่วมกัน มุมมอง ข้อจำกัด บทเรียนในการทำงานร่วมกัน ควรมีการสรุปบทเรียนการออกแบบหลักสูตรในการฝึกงานของนักศึกษา ของสถาบันการศึกษาต่างๆ และควรคิดเผื่อนักกิจกรรมทางสังคม ที่จะทำให้อยู่ได้ พร้อมกับเอื้อประโยชน์กับการทำงานในพื้นที่ รวมทั้งควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารสาธารณะ การที่ออกแบบให้นักศึกษาฝึกงานเข้าอบรมนักข่าวพลเมือง ส่งผลดีทำให้เกิดการรับรู้ต่อสาธารณะ ซึ่งได้ผลพอสมควรจากการที่ให้โจทย์นักศึกษาต้องผลิตสื่อไปพร้อมด้วย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่ายมีการแบ่งกลุ่มย่อย หารือถึง ข้อจำกัด ข้อเสนอแผนงานที่สามารถร่วมกันได้ในการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งมีข้อสรุปที่ร่วมกันว่า ควรจะมีกลไกในการเชื่อมประสาน ที่มีตัวแทนนักศึกษา นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ร่วมกันทำงานและสร้างพื้นที่ร่วมในการศึกษาวิจัยพร้อมกับการปฏิบัติการทางสังคม โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่เป็นตัวตั้ง ซึ่งจะมีการทบทวนงานที่เกี่ยวข้อง และแมปปิ้งเรื่องสิทธิของทุกภาคส่วน และให้ความสำคัญกับการสื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างการรับรู้ และความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนให้มากขึ้น 

 

20316825 10210056079257932 967650039 o20316958 10210056077977900 133351963 o20316963 10210056077857897 694507818 o20317098 10210056078097903 265528379 o20317255 10210056078777920 490877302 o20348125 10210056079297933 1591596468 o20354193 10210056077257882 842796453 o20394748 10210056078897923 595032245 o20399142 10210056079177930 667592169 o

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter