
มหาสารคาม/ 26-27 กรกฎาคม 2560 กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ พอช.อีสาน จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การติดตามและประเมินเสริมพลังขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสู่การจัดการตนเอง” ณ บ้านสวนซุมแซง ต.ท่าขอนยาง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ซึ่งมีทีมติดตามประเมินภายในจากจังหวัดร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ เข้าร่วมประชุมเพื่อวางแผนการติดตามเสริมพลังการทำงานของขบวนองค์กรชุมชนในแต่ละจังหวัด โดยมีอาจารย์ธวัชชัย เคหะบาล มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ อาจารย์ศักดิ์เจริญ ภวภูตานนท์ และอาจารย์นิรันดร คำนุ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มาเป็นที่ปรึกษาในการให้ความรู้ และร่วมออกแบบจัดกระบวนการติดตามเสริมพลังให้กับกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์
อาจารย์ธวัชชัย เคหะบาล รองคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เนื้อหาการพูดคุยใน 2 วันนี้ ทีมงานจะมาช่วยดูแล สนับสนุนการทำงานของทีมติดตามประเมินผลภายในของแต่ละจังหวัด เพื่อปรับใช้เครื่องมือการติดตามประเมินเสริมพลังไปใช้ในแต่ละจังหวัด โดยจะให้น้ำหนักการติดตามอย่างเข้มข้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด จะมีการคุยกันเรื่องเครื่องมือที่จะนำไปใช้ และนำสถานการณ์จริงของแต่ละจังหวัดมาแลกเปลี่ยน ซึ่งเป้าหมายของการติดตามเพื่อให้ทราบถึงสถานกาณ์การขับเคลื่อนของขบวนจังหวัดตามแผนงานโครงการปี 2560 และให้คำแนะนำ หนุนเสริมให้สามารถดำเนินการตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายของขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด
ตัวบ่งชี้ว่าเรามีพลังขนาดไหนสามารถดูได้จาก 3 ด้านคือ พลังความร่วมมือ พลังความรู้ และพลังการจัดการ ถ้ายังขาดในเรื่องอะไรเราจะทำอย่างไร การติดตามเป็นการให้กำลังใจ เครื่องมือที่ประยุกต์มาจาก สกว. พิจารณาจากปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต ปัจจัยความสำเร็จ และดูว่าโครงการในพื้นที่เราขาดอะไร แผนที่ดำเนินการสอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่อย่างไร และกำหนดแผนการติดตามในแต่ละจังหวัด
การที่คนภายนอกมาตัดสินคนในพื้นที่เป็นการประเมินในยุคเดิม ปัจจุบันให้ความสำคัญกับคนใน เพราะการประเมินทำให้เกิดการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง หัวใจสำคัญอยู่ที่คน การทำงานขบวนเรื่องคนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หลักการประเมินยุคนี้เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วม เรียนรู้ ต่อรองโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผ่อนปรน
อาจารย์ธวัชชัย กล่าวต่อว่า ส่วนความหมาย เป็นการประเมินผลที่มุ่งหวังจะเพิ่มโอกาสในการบรรลุสู่ความสำเร็จของโครงการโดยการช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการมีเครื่องมือในการประเมินวางแผน การปฏิบัติการตามแผน โดยเป้าหมายของการประเมิน มุ่งให้เกิดการพัฒนา สร้างการเปลี่ยนแปลง ต้องมีความรับผิดชอบ รับรู้ร่วมกัน และการสร้างความรู้ ใช้ความรู้ที่เกิดจากการดำเนินงาน
ผู้เกี่ยวข้องในการประเมินนั้นมีตัวละครในการประเมินที่เกี่ยวข้อง คือ 1) ต้องมีวิทยากรกระบวนการ เป็นคนในยิ่งดี 2) เป็นชุมชน คนในขบวน คณะทำงานจังหวัด กลไกอำเภอ ตำบล โดยการจัดประชุมนั้นผู้เข้าร่วมไม่ควรเกิน 40 คน 3) ผู้ให้ทุน อย่าง พอช. พมจ. เป็นต้น และ 4) ต้องมีผู้บันทึกที่ดี
อาจารย์ธวัชชัย แนะว่า เทคนิคเครื่องมือนั้นแล้วแต่ความถนัด แต่มีหลักการสำคัญ 3 ขั้นตอน 1) ทบทวนพันธกิจ เป้าหมาย สถานการณ์ 2) ประเมินตนเองว่าทำได้ประมาณไหน 3) วางแผนการดำเนินงาน กำหนดวิธีการทำงาน สร้างพลังความร่วมมือ พลังความรู้ และพลังการจัดการ โดยทบทวนการทำงานร่วมกันในขบวนจังหวัด 5 คำถาม เราอยู่ตรงไหน เราต้องไปที่ไหน เราจะไปอย่างไร เราไปถึงไหนแล้ว ใกล้หรือยัง มีใครเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานบ้าง อาจใช้การแบ่งกลุ่มในการระดมความคิดก็ได้
โดยวางขั้นตอนในการประเมินตนเอง เริ่มจาก 1) ทำความเข้าใจและกำหนดความหมายร่วมใน ประเด็นประเมินให้สอดคล้องกับบริบทของจังหวัด 2) ร่วมกันกำหนดตัวชี้วัดความก้าวหน้า 5 ระดับ 3) อธิบายหลักฐาน ข้อมูล หรืออธิบายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ที่สามารถใช้ในอ้างอิงและการตรวจสอบการกำหนดตัวชี้วัด 4) ลงมติให้น้ำหนักค่าคะแนนตามความเป็นจริง โดยไม่มีอคติ 5) นำค่าคะแนนมาลงในแผนภูมิสรุปการประเมิน ตนเอง และ 6) กำหนดแนวทาง/ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการดำเนินงานอย่างเจาะจง ปฏิบัติได้ และยอมรับร่วมกันในกรอบเวลาที่กำหนด
นายวิเชียร พลสยม ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาค พอช. กล่าวว่า หากย้อนกลับไปทบทวน กรอบการพิจารณาโครงการของ พอช. จะเห็นว่าเป็นการสนับสนุนงบประมาณให้กับขบวนองค์กรชุมชนอย่างต่อเนื่อง ปี 43-44 สนับสนุนการสร้างกลไกจังหวัด ให้งบประมาณมาที่จังหวัด ผลที่เกิดขึ้นบางจังหวัดก็ไปได้ดี บางจังหวัดก็ไม่มีการจัดระบบ ต่อมาประมาณปี 46 สนับสนุนเป็นเครือข่าย ช่วงที่ 3 ประมาณปี 48 พอช.เริ่มสนับสนุน สร้างความชัดเจนในพื้นที่ สนับสนุนตำบลรูปธรรม ปี 50 สนับสนุนกลไกจังหวัดอีกครั้งหนึ่ง ในการโยงพื้นที่รูปธรรม ปี 50-52 เกิดงานประเด็นขึ้นอย่างหลากหลาย สวัสดิการชุมชน สภาองค์กรชุมชน บ้านมั่นคง ฯลฯ ซึ่งทาง พอช.มองว่า คนเล็กคนน้อย ชาวบ้านจะมีอำนาจในการต่อรองจำเป็นต้องรวมตัว อย่างมีปริมาณที่มากพอ เปิดพื้นที่ให้คนทุกข์ยากได้เข้ามามากขึ้น จนเกิดวาทกรรมขึ้นในช่วงหลัง เรื่องพื้นที่จัดการตนเอง ซึ่งเป็นวาทกรรมที่เป็นเรื่องดี
พอช.มีการสนับสนุนต่อเนื่องมา แต่เรื่องของการประเมินผล การติดตามที่ผ่านมาก็เป็นไปตามธรรมชาติ เราคาดหวังให้หน่วยงานวิชาการ หน่วยงานภาคีให้ข้อสังเกตจึงยังมีน้อย ในช่วงหลังจึงให้น้ำหนักกับการติดตามเสริมพลังเพื่อเสริมให้เกิดการพัฒนาขบวน
หากกลับไปดูหลักคิดในการพัฒนาโครงการในปีที่ผ่านมา จะมีหลักไม่หารเฉลี่ย พิจาณาจากความชัดเจนของแผนงาน ต้องมีผลงานที่ชัดเจน เปรียบเทียบกับผลงานที่ผ่านมาว่าสิ่งที่เราทำใกล้กับยุทธศาสตร์อีสานหนึ่งเดียวหรือไม่ มีการพัฒนากลไก พัฒนาคน พัฒนาแผน ฯลฯ ที่มากขึ้นหรือไม่ ในการพัฒนาโครงการช่วงปีที่ผ่านมา เป็นการพัฒนายกระดับให้พี่น้องได้ปรับตัว ซึ่งอีสานหนึ่งเดียว เป็นคำขวัญ เป็นวิสัยทัศน์ คือความเข้มแข็งของคนองค์กรชุมชนสู่ประชาคมอาเซียน มียุทธศาสตร์มุ่งฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง องค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก เชื่อมโยงภาคี และการติดตามประเมินเสริมพลัง
เสริมศักยภาพชุมชน สร้างพื้นที่รูปธรรม หนุนให้ประชาชนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา เป็นยุทธศาสตร์ที่มาจากการกำหนดร่วมกัน เมื่อปลายปี 2558 เราไม่ได้เดินแบบไม่มีทิศทาง แต่บางครั้งพี่น้องก็ไปตามทางของตนเองโดยหลงลืมมองไปที่ยุทธศาสตร์ จึงได้ชักชวนนักวิชาการให้เข้ามาช่วยหนุนเสริมในการติดตาม เพื่อให้จังหวัดมีเพื่อนร่วมขบวนมากขึ้น เห็นระบบสะท้อนกลับมาพัฒนายกระดับงานได้ ขบวนฯมีทิศทาง จากระดับหมู่บ้าน ตำบล และมาต่อเชื่อมกัน เวลาขบวนจะไปคุยกับใครก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาของภาคประชาชนจะไปสู่ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด การติดตามกระตุ้นพี่น้อง เราคาดหวังทีมประเมินภายนอกมาเป็นพี่เลี้ยง และคาดหวังกับทีมประเมินภายในที่จะร่วมกันทำงาน
ปัจจุบันเครื่องมือในการพัฒนามีมากมาย ถ้าเราไม่ขยับ ไม่ตั้งตัว เราจะไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดได้ซึ่งจะเป็นจังหวะก้าวสำคัญในอนาคต ที่ผ่านมาเราทำงานเชิงประเด็นอย่างเดียว เมื่อตั้งสภาฯ ตั้งสวัสดิการเต็มแล้วอย่างไร งานประเด็นขบวนจังหวัดต้องให้พื้นที่ทำ ขบวนจังหวัดต้องทำงานในเชิงยุทธศาสตร์ สร้างวงประชาสังคมในระดับจังหวัดหาเพื่อมาช่วยกันผลักดัน
จากงานพื้นฐานสู่งานยุทธศาสตร์ งานประเด็นต้องเป็นงานของพื้นที่ งานยุทธศาสตร์ต้องเป็นงานของขบวนจังหวัด ที่เป็นขบวนเปิด มีภาคีที่หลากหลาย เราจะทำให้งานมีประสิทธิภาพอย่างไรเพื่อไปสู่จังหวัดจัดการตนเอง เป็นการสร้างศักยภาพของคนให้ออกมาคิดเรื่องบ้านเรื่องเมืองของตนเอง ขบวนจะจัดการอย่างไร ถ้าประชาชนเข้มแข็ง ประเทศก็แข็งแรง ให้คนมีประสิทธิภาพ ระบบก็มีประสิทธิภาพ อย่างไรในอนาคตท้องถิ่นปกครองตนเองยังไงก็มา ที่เราทำอยู่นี้ไม่ใช่งานขี้ไก่ แต่เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ
ณ ตอนนี้บางจังหวัดยังถามหางานประเด็น เราต้องมาสร้างวงประชาสังคมจังหวัด ถึงเวลาที่จังหวัดต้องปรับตัว จะขยับไปสู่จังหวัดจัดการตนเองจะเริ่มจากประเด็นงานอะไรก็ได้ อย่างบุรีรัมย์ใช้เรื่องการกีฬามาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาจังหวัด จนภายใน 5 ปี ก่อให้จังหวัดเกิดการเปลี่ยนแปลง มีรายได้มีเศรษฐกิจดี เป็นต้น ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาค พอช. กล่าว
อาจารย์นิรันดร คำนุ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า การประเมินเสริมพลัง อะไรคือหัวใจ การยอมรับซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญ มีข้อสังเกตดังนี้ 1) เคลียร์วิธีคิดของเพื่อนในการประเมิน จะเห็นเป้าร่วมกัน 2) การเริ่มวงติดตามเสริมพลัง คงเริ่มจากาการท้าวความเดิมปัญหาและอุปสรรค เลี่ยงปัญหาในเชิงบุคคล เน้นเรื่องระบบ กลไก 3) การประเมินมีขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน ต้องกลับไปคิดทบทวนเพิ่มเติมขั้นตอนการจัดกระบวนการให้ดี 4) การเสริมพลัง เป็นเรื่องเชิงบวกให้กำลังใจ แต่การคิดเชิงวิพากษ์ เป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ต้องการวิพากษ์อย่างสร้างสรรค์ 5) ค้นหาหัวใจของการเสริมพลังให้พบ เราต้องเชื่อมั่นเพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะพัฒนาการทำงาน
อย่างไรก็ตาม กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ ทั้ง 4 จังหวัด ได้ออกแบบ วางแผนการจัดเวทีติดตามประเมินเสริมพลังในช่วงเดือนสิงหาคม โดยใช้เครื่องมือแบบประเมินตนเองตามแนวทางที่อาจารย์จากมหาวิทยลัยกาฬสินธุ์ได้ให้แนะนำ โดยมีเนื้อหาการเพื่อติดตามสถานการณ์ปัจจุบัน ปรับระบบการทำงาน บูรณาการการทำงานในขบวนจังหวัด และกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนงานของขบวนจังหวัดต่อไป










