ชัยนาท/พอช.จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ‘การยกระดับพื้นที่รูปธรรมการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ภาคกลางและตะวันตก’16 จังหวัด มีตัวแทนพื้นที่รูปธรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน 66 ตำบลเข้าร่วม สมาคมไทยท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบเสนอชุมชนที่จะจัดการท่องเที่ยวฯ ให้ยึดหลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เช่น ต้องระเบิดจากข้างใน ยึดหลักสามัคคี ไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง ฯลฯ

ระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การยกระดับพื้นที่รูปธรรมการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ภาคกลางและตะวันตก ที่โรงแรมชัยนาทธานี โดยมีนายเบญจพล เปรมปรีดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทเป็นประธานกล่าวเปิดงาน มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 270 คน ประกอบด้วย ตัวแทนผู้ประกอบการชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน คณะอนุกรรมการและคณะทำงานภาคกลางและตะวันตก บริษัทประชารัฐรักษามัคคี หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน

นายธีรพงษ์ พร้อมพอชื่นบุญ ผู้อำนวยการ สำนักงานภาคกลางและตะวันตก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้ขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างชุมชน และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนให้เกิดการจัดทำข้อมูลการท่องเที่ยวผ่านการสื่อสาร เรื่องการบริหารการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ภูมินิเวศน์ ซึ่ง พอช.จะต้องมีการผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นนโยบาย จะทำให้เกิดการพัฒนาเป็นพื้นที่ร่วมกันหลายฝ่าย ทำให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการกำหนดพื้นที่โดยตัวชุมชนเอง
“รูปธรรมการท่องเที่ยวจึงควรมีการพัฒนาพื้นที่อย่างมีส่วนร่วม ด้วยเครื่องมือและวิธีการในรูปแบบใหม่ เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ ส่วนการลงพื้นที่เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้เห็นรูปธรรมจริงๆ เป็นการเอาข้อมูลไปแลกเปลี่ยน ทำให้ชาวบ้านได้แลกเปลี่ยน เพื่อทำให้เกิดการท่องเที่ยวโดยชุมชน สร้างทุนชุมชน ทำให้เกิดมูลค่า และวัฒนธรรมชุมชน เพื่อที่จะนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” นายธีรพงษ์กล่าว
ในช่วงต่อมามีเวทีเสวนาเรื่อง ‘การท่องเที่ยวโดยชุมชน ทำอย่างไรให้สำเร็จ’ มีผู้เข้าร่วมเสวนาจากหลายภาคส่วน ดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ ผู้จัดการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสัมมาชีพชุมชน กล่าวว่า การท่องเที่ยวชุมชนขณะนี้กลายเป็นกระแสที่สังคมสนใจ แต่หลายหน่วยงานยังไม่เข้าใจว่าควรจะเป็นการจัดการท่องเที่ยว ‘โดยชุมชน’ ซึ่ง พอช.จะใช้การท่องเที่ยวเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน โดยให้ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนเอง ซึ่งในพื้นที่ภาคกลางและตะวันตก 16 จังหวัด มีพื้นที่ที่ พอช.สนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากจำนวน 162 ตำบล โดยมีพื้นที่ท่องเที่ยวโดยชุมชนจำนวน 66 ตำบล
“การท่องเที่ยวโดยชุมชนจะเป็นเครื่องมือที่จะ ‘คลิ๊ก’หรือเชื่อมโยงไปสู่การขับเคลื่อนเรื่องอื่นๆ เช่น คลัสเตอร์เกษตรอินทรีย์ การแปรรูป และร้านค้าชุมชน โดยในปี 2560 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ มีเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่รูปธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จำนวน 500 ตำบลทั่วประเทศ โดยกระจายผ่านกลไกภาค ผ่านคณะทำงานเศรษฐกิจและทุนชุมชนภาค และเชื่อมโยงสู่ขบวนองค์กรชุมชนในแต่ละจังหวัด ในรูปแบบการขับเคลื่อนเชิงเครือข่ายหรือคลัสเตอร์” ดร.อนุรักษ์กล่าว
ว่าที่ ร.ต.ชาติชาย ยอดมิ่ง ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนไทยพวน อ.ปากพลี จ.นครนายก กล่าวว่า ชมรมเริ่มก่อตั้งประมาณปี 2540 โดยใช้ฐานความสัมพันธ์ของ ‘บ้าน วัด และโรงเรียน’ ซึ่งในอำเภอปากพลีชาวบ้านเกือบทั้งหมดมีเชื้อสาย ‘พวน’ อพยพมาจากประเทศลาวเมื่อหลายร้อยปีก่อน ซึ่งตนเห็นว่าชาวบ้านส่วนใหญ่จะมีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เป็นของเก่าแก่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ จึงคิดที่จะทำพิพิธภัณฑ์ชุมชนขึ้นมา โดยประกาศให้ชาวบ้านเอาข้าวของมามอบเพื่อจัดทำพิพิธภัณฑ์ชุมชนขึ้นในวัด
ต่อมาในปี 2550 จึงเริ่มมีการจัดพิพิธภัณฑ์ให้เป็นระบบ จากเดิมที่วางข้าวของต่างๆ อย่างระเกะระกะ และต่อมาได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อทำวิจัยประวัติศาสตร์ไทยพวนของชุมชน ใช้เวลา 5 ปี หลังจากนั้นจึงนำข้อมูลจากงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ในเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยดึงเอาอัตลักษณ์ของชุมชนคือความเป็น ‘ไทยพวน’ มาใช้ เช่น เรื่อง อาหารไทยพวน การแต่งกายแบบไทยพวน วัฒนธรรมประเพณี หรือ ‘ฮีตสิบสอง คองสิบสี่’ ฯลฯ ทั้งนี้ในการจัดทำเรื่องท่องเที่ยวโดยชุมชนจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ 1.คน 2.ข้อมูล 3.การจัดทำแผนงาน และ 4.การเชื่อมโยงภาคี เครือข่าย
นพรัตน์ สอนวิทย์ ผู้แทนตลาดน้ำตลิ่งชัน กรุงเทพฯ กล่าวว่า เดิมพื้นที่ในเขตตลิ่งชันชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวน ทำการเกษตร แต่เมื่อมีการตัดถนนบรมราชชนนี มีโครงการพัฒนาต่างๆ จึงทำให้วิถีชีวิตของคนตลิ่งชันเปลี่ยนไป จึงหันมามองเรื่องการหารายได้ชดเชย ประกอบกับในเขตตลิ่งชันมีลำคลองหลายสาย จึงคิดเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือ เชิญพี่น้องสภาฯ ที่อยู่ใกล้เคียงกันมาจัดทำตลาดน้ำชุมชน ซึ่งถือว่าประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง ปัจจุบันมีชาวบ้านมาออกร้านค้าขายอาหาร ขนม ผลไม้ต่างๆ ประมาณ 109 ราย มีคนมาเที่ยวประมาณวันละ 300-500 คน ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ประมาณวันละ 2,500-3,000 บาท (เปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์)
นายธำรงค์ ชมพูศรี ผู้ทรงคุณวุฒิจากสมาคมไทยท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ กล่าวว่า สมาคมฯ ก่อตั้งเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา ยึดหลักการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นหลัก ซึ่งการที่ชุมชนจะลุกขึ้นมาทำการท่องเที่ยวนั้น ขอให้ยึดหลัก การทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีอยู่ 23 ข้อ เช่น 1.จะต้องระเบิดจากข้างใน คือต้องมีใจที่อยากจะทำ 2.มีความสามัคคี ไม่ถือเอาเงินเป็นตัวตั้ง 3.กระจาย ไม่กระจุก คือให้ทุกคนในชุมชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว 4.ผลประโยชน์ของส่วนรวมต้องมาก่อน ฯลฯ เพื่อเป็นการพัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนให้ยั่งยืน
นายนิธิ สืบพงษ์สังข์ เลขานุการ สมาคมไทยท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ กล่าวว่า การท่องเที่ยวชุมชนสามารถจัดการได้ 2 แบบ คือ 1.จัดโปรแกรมให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว 2.เสนอโปรแกรมการท่องเที่ยวไปยังตลาดภายนอก ทั้งนี้การท่องเที่ยวชุมชนจะต้องมีจุดเด่นของชุมชนเพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้ามา และต้องตั้งเป้าหมายว่าใครจะเข้ามาเที่ยว
“แต่ละชุมชนจะต้องหาจุดเด่นของตนเองให้เจอ เช่น มีอาหาร 10 อย่าง ให้ชูอาหารที่เด่นขึ้นมา 1 อย่าง ไม่ใช่โชว์ทั้งหมดเหมือนร้านโชวห่วย เพราะจะทำให้ไม่น่าสนใจ และต้องเป็นการโชว์ภาพหรือโชว์สิ่งดีๆ ที่เรามี แต่ไม่ใช่การสร้างภาพ และต้องสร้างเรื่องราวขึ้นมา เช่น แทนที่จะขายข้าวอย่างเดียว เราก็ต้องชูวิถีชีวิตของชาวนา วิถีของข้าว เพื่อให้ชุมชนมีความน่าสนใจ นอกจากนี้ก็จะต้องมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานหรือภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้มีพลัง” นายนิธิยกตัวอย่าง
นอกจากการเสวนาแล้ว การจัดสัมมนาดังกล่าวยังมีการแบ่งกลุ่มย่อยในหัวข้อต่างๆ เช่น ประสบการณ์การใช้เครื่องมือ ถ ด้าน 100 ข้อ ในการประเมินตนเองและนำผลการประเมินไปพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน, แนวทางการปรับปรุงแผนธุรกิจท่องเที่ยวโดยชุมชน ด้วยแบบจำลองธุรกิจ Building Block 9+1 ฯลฯ
นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมสัมมนาและสื่อมวลชนได้ลงพื้นที่รูปธรรมการท่องเที่ยวชุมชนที่ตำบลกุดจอก อ.มโนรมย์และตำบลเนินขาม อ.เนินขาม จ.ชัยนาท เพื่อเยี่ยมชมฐานการเรียนรู้ต่างๆ ในชุมชน เช่น กลุ่มทอผ้า กลุ่มข้าวซ้อมมือ/โรงสีโบราณ กลุ่มสมุนไพร ศูนย์ทอผ้าลาวเวียง กลุ่มทอผ้าขาวม้า 5 สี เส้นทางท่องเที่ยวเขาราวเทียนทอง ฯลฯ
รายงานโดย งานสื่อสาร พอช.





