playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
LaoVieng1_resize.JPG

               จังหวัดชัยนาท มีชุมชนเชื้อสายชาวลาวจากเมืองเวียงจันทน์และหลวงพระบางที่ถูกกองทัพสยามกวาดต้อนครัวเรือนเข้ามาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีเรื่อยมาจนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์  แม้กาลเวลาจะผ่านไปกว่า 200  ปี  แต่ชุมชนชาวลาวเหล่านี้ยังคงสืบทอดประเพณี  ศิลปะ  วัฒนธรรม  วิถีชีวิต  และชาติพันธุ์ของตนเอาไว้ได้หลายอย่าง  จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น  เช่น  การทอผ้า  การแต่งกาย  อาหารการกิน   การฟ้อนรำ  ตลอดจนภูมิปัญญาด้านสมุนไพร  และนำไปสู่การท่องเที่ยวโดยชุมชน

ที่ตำบลเนินขาม  อำเภอเนินขาม  ชาวชุมชนส่วนใหญ่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์  ชาวบ้านจึงเรียกตัวเองว่า ‘ลาวเวียง’  แต่เดิมเมื่อครั้งโดนกองทัพสยามกวาดต้อนครัวเรือนเข้ามา  ชาวลาวกลุ่มนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบสุพรรณบุรี  จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 จึงอพยพครัวเรือนมาหาที่ทำกินที่อุดมสมบูรณ์ที่ตำบลเนินขาม  จ.ชัยนาท  โดยชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างวัดเนินขามขึ้นมาในปี พ.ศ. 2441 

จนถึงวันนี้ทั้งวัดและชุมชนต่างเติบโตมาด้วยกัน   คือมีศาลาการเปรียญหลังใหญ่สำหรับให้ชาวบ้านทำบุญหรือพิธีกรรมทางศาสนา   รองรับคนได้หลายร้อยคน  ขณะที่วัดก็ได้แบ่งพื้นที่ให้ชาวบ้านได้เข้ามาขายอาหารและข้าวของต่างๆ  รวมทั้งใช้เป็นลานศิลปะวัฒนธรรม  และเป็นที่ตั้งของ ‘พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านลาวเวียงบ้านหนองขาม’  ด้วย
LaoVieng2_resize.JPG



‘ยาลมสด’ สูตรร้อยปี

คุณยายทิพย์  อินสุ่ม  อายุ 75 ปี  บ้านหนองแห้ว  ต.เนินขาม  เป็นอีกท่านหนึ่งที่ใช้พื้นที่ของวัดเป็นที่ค้าขาย โดยสืบทอดภูมิปัญญาด้านสมุนไพรของบรรพบุรุษเอาไว้  โดยเฉพาะการทำ ‘ยาลมสด’  ซึ่งปัจจุบันแทบจะหาคนทำไม่ได้แล้ว  เพราะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและต้องใช้สมุนไพรหลายชนิด  ที่ยังทำกันอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นยาลมหรือยาหอมชนิดผงที่บดหรือโขลกจนตัวยามีลักษณะเป็นผงละเอียดและแห้ง  มีสีขาวนวล   ส่วนยาลมสดจะมีลักษณะตรงกันข้าม  คือ  เนื้อยาจับตัวกันเป็นก้อน หน้าตาเหมือนพริกแกงทำอาหาร

คุณยายทิพย์เล่าว่า  ได้สูตรสืบทอดมาจากแม่ทวด (แม่ของแม่คุณยายทิพย์) ที่ทำยาลมสดใช้ในครัวเรือนมานาน  ภายหลังจึงทำขายหรือแลกเปลี่ยนกับสมุนไพรที่เพื่อนบ้านปลูก  มีสรรพคุณระบายลมในท้อง  ช่วยให้เลือดลมเดินดี  แก้ท้องอืด  ท้องเฟ้อ  เวียนหัว  บำรุงหัวใจ  ทำให้กระชุ่มกระชวย  ช่วยแก้ฝ้าบนใบหน้าของสตรี  ฯลฯ  ส่วนผสมประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด  คือ  1.เปลือกต้นมะรุม   2.เปลือกต้นแค  3.เปลือกกุ่มบก  4.ไพล  5.ข่า  6.ขิงป่า  7.หัวกระทือ  8.กระชาย  9.หัวแห้วหมู  10.ขมิ้นชัน  11.ขมิ้นขาว  12.พริกไทย  13.ดีปลี  14.พริกขี้หนู  15.ผิวมะกรูด  16.ผิวมะนาว  17.กระเทียม  และส่วนผสม  คือ  มะขามเปียก  น้ำตาลปี๊บ  น้ำผึ้ง  และ เกลือ(ไม่ได้บอกขนาดและปริมาณที่ต้องใช้)
LaoVieng3_resize.JPG

ส่วนวิธีทำ  คุณยายทิพย์จะเอาสมุนไพรทั้งหมดไปตากแดดให้แห้ง  (เฉพาะไพลจะตากแดดส่วนหนึ่ง  และอีกส่วนหนึ่งจะใช้ไพลสด)  นำสมุนไพรแต่ละอย่างที่แห้งดีแล้วมาโขลกในครกหินให้ละเอียด  (โขลกทีละชนิด)  นำไปร่อนด้วยตะแกรง  แล้วเก็บใส่ขวดโหล (แยกโหลกัน)  หรือนำไปเกลี่ยในกระด้ง  แล้วแขวนเหนือเตาไฟ  เพื่อให้ความร้อนและควันไฟขับไล่ความชื้นออกจากสมุนไพร  จะทำให้เก็บสมุนไพรไว้ได้นาน

เมื่อได้สมุนไพรที่บดแห้งดีแล้ว  เมื่อจะทำยาลมสด  คุณยายทิพย์จะปรุงส่วนผสม  โดยเอากระทะตั้งบนเตาไฟ  นำมะขามเปียกขยำกับน้ำ  ใส่น้ำตาลปี๊บ  น้ำผึ้ง  และเกลือ  ลงไปเคี่ยวให้เหลว  ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น  แล้วนำผงสมุนไพรทั้งหมดใส่ลงในครก  โขลกให้เข้ากัน  ค่อยๆ เติมเครื่องปรุงที่เคี่ยวแล้วลงไป   จนส่วนผสมเข้ากันดี  เนื้อยาลมจะมีลักษณะเหนียวหยาบ  จับตัวกันเป็นก้อนเหมือนเครื่องพริกแกง  แบ่งยาลมเป็นก้อนขนาดเท่าขนมครก  ใส่ถุงพลาสติกเล็กๆ  เก็บไว้ได้นาน 7 วันโดยไม่ต้องแช่เย็น 

ส่วนวิธีกิน  บิเป็นก้อนเล็กๆ อมหรือค่อยๆ เคี้ยวกินได้ตลอดเวลา  มีครบทุกรสชาติ  คือ  เปรี้ยว  หวาน  มัน  เค็มเผ็ด  ร้อน  เย็น  ซ่า  (รสชาติคล้ายกับยาอมเม็ดสมุนไพร) มีกลิ่นหอมจากสมุนไพรชนิดต่างๆ

เมื่อทำเสร็จแล้วคุณยายทิพย์จะเอายาลมสดไปวางขายที่ตลาดในวัดเนินขาม  อาทิตย์หนึ่งจะทำขาย 2-3 ครั้งๆ ละประมาณ  30 ถุงหรือ 30 ลูก  หรือตามลูกค้าสั่ง  ราคาขายถุงละ 10 บาท  ทำครั้งหนึ่งจะขายได้เงินประมาณ  300 บาท  ลูกค้ามีทั้งหญิงและชาย  ส่วนใหญ่จะเป็นคนวัยกลางคนขึ้นไป  จนถึงผู้สูงอายุ

“สูตรยาลมสดนี้  ยายได้รับมาจากแม่ทวด  เป็นยาโบราณ  ถ้าจะนับอายุก็คงนานเกินร้อยปี  เมื่อก่อนก็มีคนอื่นๆ ในตำบลทำเหมือนกัน  แต่ตอนนี้คงเหลือยายทำอยู่คนเดียวมั้ง  เพราะมันยุ่งยาก  จึงไม่มีใครยากทำ  และยังมีส่วนผสมหลายอย่าง  ต้องรู้สูตร  อย่างกระทือจะใส่มากก็ไม่ได้  เพราะมันจะขื่น  ส่วนมะรุมก็ดีมีประโยชน์หลายอย่าง  ถ้าปลูกไว้ที่บ้าน 1 ต้น ก็เหมือนมีโรงพยาบาลอยู่ที่บ้าน  ไม่ต้องไปหาหมอ  ”  คุณยายทิพย์พูดและหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดี
LaoVieng4_resize.JPG

สำหรับสรรพคุณของสมุนไพรต่างๆ ที่นำมาทำยาลดสด  เช่น  ดอกกระทือ  ช่วยขับลม  ช่วยย่อยอาหาร  ดีปลี  สรรพคุณ  ช่วยเรื่องของลมเบ่งของมดลูก  หรือลมที่ค้างในลำไส้  รวมไปถึงอาการกำเริบของเสมหะและลมปอด หัวแห้วหมู  เป็นยาอายุวัฒนะ  บำรุงธาตุ  บำรุงร่างกาย  ปรับลมปราณให้สมดุล  ฯลฯ  เปลือกมะรุม  สรรพคุณ  ขับลมในลำไส้  ทำให้ผายหรือเรอ ลดน้ำตาลในเลือด  ยับยั้งแบคทีเรียบางชนิด  ฯลฯ  เปลือกแค  สรรพคุณ  ช่วยคุมธาตุในร่างกาย  แก้ท้องร่วง  ท้องเดิน  ขมิ้นชัน  สรรพคุณ  แก้จุก  เสียด  แน่นท้อง  ฯลฯ



ชิมแจ่วหมูสูตร ‘ลาวครั่ง’

เลยจากตำบลเนินขามขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ 50 กิโลเมตร  เป็นที่ตั้งของ บ้านกุดจอก  ตำบลกุดจอก  อำเภอหนองมะโมง  จังหวัดชัยนาท  ที่นี่มีชุมชน ‘ลาวครั่ง’ ตั้งอยู่  มีเอกลักษณ์และมีวิถีชีวิตไม่ต่างจากชาว ‘ลาวเวียง’  ที่ตำบลเนินขามมากนัก  ทั้งด้านฝีมือในการทอผ้าซิ่น   ผ้าตีนจก  การแต่งกายพื้นบ้าน  อาหารการกิน  ฯลฯ

อาหารจานเด่นที่คนไทยจากภาคอื่นๆ จะหากินจากที่อื่นไม่ได้  นั่นก็คือ ‘แจ่วหมู’  แม่ครัวเอกแห่งบ้านกุดจอกบอกว่า  แจ่วหมูเป็นน้ำพริกชนิดหนึ่งที่คนเชื้อสายลาวทำกินในครัวเรือนมาช้านาน   หากได้เห็นหน้าตาและลองชิมแล้วจะรู้ว่ารสชาติคล้ายกับ ‘น้ำพริกอ่อง’ ของทางเหนือ  รสชาติกลมกล่อม  ไม่เผ็ดมากนัก  เพียงแต่แจ่วหมูจะไม่ใส่มะเขือเทศลงไป
LaoVieng5_resize.JPG

ส่วนเครื่องปรุง  ประกอบด้วย  เนื้อหมูติดมันสับ  1   ถ้วย,  นำข่า  หอมแดง  กระเทียม  และพริกป่น  คั่วรวมกันในกระทะ  ใช้ไฟอ่อนจนมีกลิ่นหอม  แล้วนำมาโขลกรวมกันในครกให้ละเอียด  เติมกะปิ  น้ำปลาร้าลงไปด้วย   จากนั้นจึงเอาเครื่องปรุงทั้งหมดที่โขลกแล้วใส่ลงไปในหม้อหรือกระทะตั้งไฟ  เติมหัวกระทิลงไปผัดให้เข้ากัน  เอาเนื้อหมูใส่ลงไป  ผัดหรือคนจนเนื้อหมูสุก  หากแจ่วแห้งเกินไป  เติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย  พอให้มีน้ำขลุกขลิก  จะได้ ‘แจ่วหมู’ กินแกล้มกับผักสดหรือผักต้ม  หากไม่ใช้เนื้อหมูจะใช้เนื้อไก่แทนก็จะได้ ‘แจ่วไก่’  แต่หากจะชิมแจ่วหมูสูตรลาวครั่งรสชาติดั้งเดิมก็ต้องไปชิมที่บ้านกุดจอก  ต.เนินขาม  อ.หนองมะโมงเท่านั้น

ส่วนคำว่า ‘ลาวครั่ง’ มีข้อสันนิษฐานความเป็นมาหลายอย่าง  จากเอกสารการแนะนำ ‘ลาวครั่งกุดจอก’ โดยนายวิวัฒนากร  ศรีพรมมา  ประธานชุมชนวัฒนธรรมลาวครั่งกุดจอก  ระบุว่า  ...เมื่อชาวลาวหลายชนเผ่าถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในบริเวณภาคกลางของไทย  และแยกกันอยู่ตามกลุ่มวัฒนธรรม  หนึ่งในนั้นก็คือ  คนลาวที่มาจากอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง  ซึ่งมีความชำนาญในการใช้ประโยชน์จากครั่ง (แมลงชนิดหนึ่งที่มีสารที่ขับออกมาเป็นยางหรือชันมีสีแดงเรียกว่า ‘ขี้ครั่ง’) ทั้งเป็นตัวยา  สีทำอาหารและย้อมผ้า จนสยามตั้งสมญานามว่า ‘ลาวครั่ง’....

อย่างไรก็ตาม  ยังมีความเห็นที่ขัดแย้งอื่นๆ  เช่น  มีข้อสันนิษฐานว่า  ชื่อลาวครั่งน่าจะมาจากถิ่นฐานของคนลาวกลุ่มที่เคยอาศัยอยู่บริเวณ ‘ภูคัง’ ในเทือกเขาหลวงพระบางต่อมาจึงเรียกเพี้ยนเป็น ‘ภูครั่ง’  หรือ ‘ลาวครั่ง’  นอกจากนี้เอกสารที่บันทึกในสมัยรัชกาลที่2  เกี่ยวกับการส่งครัวลาวลงมากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2360 เพื่อให้ไปตั้งหลักแหล่งที่ตำบลสำประทวน  แขวงนครไชยศรี  ได้ระบุชื่อชาวลาวกลุ่มนี้ว่า ‘ลาวครัวเมืองภูครัง’  จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า  ลาวครั่งจะมีที่มาจากเมือง ‘ภูคัง’ หรือไม่ ?


ผ้าทอสร้างอาชีพ  สร้างรายได้

ชุมชนชาวลาวที่บ้านเนินขามและบ้านกุดจอก  ถือเป็นชุมชนตัวอย่างที่นำเอาเอกลักษณ์และภูมิปัญญาดั้งเดิมของท้องถิ่นมาต่อยอดพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน  เช่น  มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน  มีการรวมกลุ่มทอผ้าซิ่นตีนจก  ซึ่งมีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น  โดยใช้สีหลัก 5 สี ตามความเชื่อเรื่องขันธ์ 5  โดยมีพื้นสีแดงที่ได้จากการนำครั่งมาทำเป็นสีย้อม  แล้วนำมาทอเป็นผ้าซิ่น  ผ้าสไบ  ผ้าพันคอ  ผ้าคลุมไหล่  รวมทั้งยังมีการทอผ้าขาวม้า  หรือนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อ  ทำเป็นหมอนขิด  หมอนขวาง  กระเป๋า   ฯลฯ  มีแหล่งแสดงสินค้าและจำหน่ายในชุมชน  นอกจากนี้ชาวบ้านยังรวมกลุ่มนำสินค้าไปขายตามงานออกร้านหรือนิทรรศการต่างๆ  ทำรายได้เข้าสู่ชุมชนเดือนละหลายแสนบาท
LaoVieng6_resize.JPG

อุษา  บุญสาพิพัฒน์  ประธานกลุ่มทอผ้าเนินขาม  ต.เนินขาม  อ.เนินขาม  จ.ชัยนาท  เล่าว่า  ชาวลาวเวียงที่บ้านเนินขามได้รับการถ่ายทอดการทอผ้ามาจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น  หากนับเป็นเวลาก็คงจะไม่ต่ำกว่า 100 ปี  เพราะในยามว่างจากงานในไร่นา  ผู้หญิงก็จะมานั่งทอผ้า  ปลูกหม่อน  เลี้ยงไหม  ลูกหลานก็ได้เรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ในการทอผ้า  เมื่อโตขึ้นก็สืบทอดความรู้นี้เอาไว้  แม้ปัจจุบันนี้คนเนินขามจะเหลือคนที่เลี้ยงไหมไม่มากแล้ว  แต่การทอผ้าก็ยังมีอยู่ทั่วไปในชุมชน  โดยมีการจัดตั้งกลุ่มทอผ้าขึ้นมาในตำบลเนินขาม  มีสมาชิกทั้งหมด 13 กลุ่มๆ ละ 15 คน  รวมมีสมาชิกที่ทอผ้าทั้งหมด 195  คน  ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลย

“ถ้าคนที่ทอผ้าเป็นอาชีพก็จะมีรายได้อย่างน้อยเดือนละไม่ต่ำกว่า  1 หมื่นบาท  บางคนที่ขยันและมีฝีมือดีๆ ก็จะมีรายได้ประมาณเดือนละ 3 หมื่นบาท  บางคนอาจได้ถึง 5 หมื่นบาท  แต่ถ้าทำเป็นอาชีพเสริม  ยามว่างจากทำนา  ทำไร่อ้อย  อย่างน้อยๆ ก็ต้องได้ไม่ต่ำกว่า 6 พันบาท’  ประธานกลุ่มทอผ้าเล่าถึงรายได้ของคนเนินขาม

สินค้าของกลุ่มทอผ้าบ้านเนินขามมีหลากหลาย  เช่น  ผ้าขาวม้า  ผ้าคลุมไหล่  สไบ  ผ้าซิ่น  ผ้าถุง  หมอน  ฯลฯ  ราคาจำหน่ายมีตั้งแต่ชิ้นละ 200-30,000 บาท  และที่ราคาแพงที่สุด  คือผ้าทอยกดอกสีคราม  ราคาผืนละ 100,000   บาท  เนื่องจากเป็นงานที่ประณีต  ลวดลายงดงาม  ต้องใช้เวลาทอนานประมาณ 6 เดือน  ส่วนด้านการขายนั้น  ทางกลุ่มจะมีสินค้าผ้าทอต่างๆ วางจำหน่ายที่ ‘ศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมการทอผ้าพื้นเมืองลาวเวียงบ้านเนินขาม’  ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดเนินขาม  นอกจากนี้ยังขายผ่านทางเฟสบุ๊คและทางไลน์  รวมทั้งไปออกบูธตามงานแสดงสินค้าต่างๆ  เช่น  งานที่ศูนย์ประชุมเมืองทองธานี  ใช้เวลาขายไม่กี่วันก็สามารถทำเงินได้เกือบ 1 ล้านบาท

LaoVieng7_resize.JPG


‘ม่วนซื่นออนซอน’ ท่องเที่ยวโดยชุมชน

ด้วยพื้นฐานความร่ำรวยด้วยมรดกทางศิลปะ  วัฒนธรรม  และภูมิปัญญาต่างๆ  ชุมชนลาวครั่งบ้านกุดจอกและลาวเวียงบ้านเนินขาม  จึงได้จัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนขึ้นมา  โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน  เช่น  กรมการพัฒนาชุมชน  ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชัยนาท  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ  บริษัทประชารัฐจังหวัดชัยนาท  การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชัยนาท  ฯลฯ

บ้านกุดจอก มีแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่สนใจได้เข้ามาหาความรู้  เช่น  พิพิธภัณฑ์ลาวครั่ง  พิพิธภัณฑ์ชุมชนคนกุดจอก  มีการแสดงต้อนรับด้วยดนตรีพื้นบ้าน  ลำกลอนฟ้อนแคน  พิธีบายศรีสู่ขวัญ,   ชมภูมิปัญญาชุมชน  เช่น  การทอผ้าพื้นเมือง  การสีข้าวโบราณ  การจักสานไม้ไผ่  การสานหมวกจากทางมะพร้าว  การแพทย์แผนไทย  รับประทานอาหารพื้นบ้าน,  การละเล่นพื้นบ้าน  เช่น  ผีนางด้ง  งานเทศกาล ‘ต้อนรับสังขารบุญสงกรานต์ปีใหม่ไท’ วันที่ 15 เมษายนของทุกปี  ฯลฯ

ส่วนลาวเวียงบ้านเนินขามก็มีของดีต่างๆ ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก  แต่ที่สำคัญก็คือการจัดงาน ‘รวมชาติพันธุ์ลาวเวียง’ ที่ชาวชุมชนร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นและจังหวัดจัดงานนี้ติดต่อกันมาหลายปีแล้ว  มีการแสดงศิลปะวัฒนธรรมต่างๆ ของชาวลาวเวียง  การออกร้านแสดงสินค้าชุมชน  ภูมิปัญญาพื้นบ้าน  อาหารพื้นบ้าน  ฯลฯ  ใช้พื้นที่บริเวณวัดเนินขามเป็นสถานที่จัดงาน  ถือเป็นการจัดงานที่สนุกสนาน  อบอุ่นไปด้วยมิตรไมตรีและความผูกพันของคนลาวเวียงทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดที่มาร่วมงาน  รวมทั้งนักท่องเที่ยวและชาวบ้านทั่วไป

ส่วนในปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 ใช้ชื่องานว่า ‘ม่วนซื่นออนซอน  ท่องเที่ยวไทยลาว  เจ้าพระยา-ป่าสัก’  ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 15-17 กันยายนนี้  มีการแสดงต่างๆ  ทั้งด้านศิลปะ  วัฒนธรรม  การออกร้านแสดงสินค้า  ผ้าทอ  ภูมิปัญญา  และการจัดนิทรรศการต่างๆ มากมาย  โดยจะนำเสนออัตลักษณ์ของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 2 (ชัยนาท  ลพบุรี  สิงห์บุรี  อ่างทอง) ผ่านแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่แสดงถึงความเป็นชาติพันธุ์  วิถีชีวิต  ศิลปะ  วัฒนธรรม  และวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก  เพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมและสร้างแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง  พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐาน  รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์และสินค้าชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวและเชื่อมโยงการตลาด  ฯลฯ

ถือเป็นงานรวมกลุ่มชาติพันธุ์ลาวเวียง  ลาวครั่ง  และชุมชนไทยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและป่าสักที่ยิ่งใหญ่ในระดับภาค  ท่านที่สนใจสามารถเดินทางไปเที่ยวชมได้ที่วัดเนินขาม  ต.เนินขาม  อ.เนินขาม  จ.ชัยนาท  ตั้งแต่วันที่ 15-17   กันยายนนี้ !!
LaoVieng8_resize.JPG

LaoVieng9_resize.JPG

LaoVieng10_resize.JPGLaoVieng11_resize.JPGLaoVieng12_resize.JPGLaoVieng13_resize.jpg

LaoVieng14_resize.jpgLaoVieng15_resize.JPG


รายงานโดย งานสื่อสารองค์กร พอช.


แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter