ตามที่ได้เกิดภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2560 เกิดฝนตกหนัก ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมใน 7 จังหวัดภาคใต้ คือ ชุมพร กระบี่ ตรัง สุราษฎร์ธานี พัทลุง นครศรีธรรมราช และปัตตานี และมีแนวโน้มที่จะเกิดภัยพิบัติขึ้นอีก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น มูลนิธิชุมชนไท สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ‘ชุมชนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติภาคใต้’ขึ้นที่โรงแรมร้อยเกาะ จ.สุราษฎร์ธานี ในระหว่างวันที่ 22-23 กันยายน โดยมีตัวแทนพื้นที่ภัยพิบัติภาคใต้ 14 จังหวัดเข้าร่วมงานประมาณ 200 คน
นายกอบชัย บุญอรณะ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดขึ้นได้บ่อยและมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วมภาคใต้ เนื่องจากมีการก่อสร้างสิ่งต่างๆ กีดขวางทางเดินของน้ำ ทำให้น้ำไหลลงทะเลได้ยากขึ้นจึงเกิดปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้ในฝั่งทะเลอันดามันในอนาคตอาจจะเกิดสึนามิได้อีก ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติ เมื่อภัยมาจะสามารถลดความรุนแรงหรือความสูญเสียได้ ทั้งนี้ ปภ.จะเป็นเวทีกลางในการประสานงานและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการจัดการกับภัยพิบัติ โดยมีกลไกในระดับจังหวัด แต่ในระดับพื้นที่ตำบลและอำเภอ ปภ.ยังไม่มีกลไกนี้
“ประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศประมาณ 2 หมื่นหมู่บ้าน ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ทำการฝึกอบรม ฝึกซ้อมแผนป้องกันภัยให้แก่หมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยไปแล้วประมาณ 1 หมื่นหมู่บ้าน ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด ดังนั้นชุมชนจึงต้องเป็นศูนย์กลางในการป้องกันและเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ โดยต้องมีแผนงาน มีแกนนำ มีอาสาสมัครหรือจิตอาสา มีการฝึกซ้อมป้องกัน มีศูนย์เตือนภัย มีเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยง ร่วมมือ ร่วมสนับสนุน โดยต้องยึดหลัก 3 ประสาน คือ ชุมชน/หมู่บ้าน องค์กรชุมชน และ ปภ. ทำงานร่วมกันเพื่อความปลอดภัยอย่างยั่งยืน” รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกล่าว
นายสุวัฒน์ คงแป้น ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาค สำนักงานภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า หลังจากเกิดภัยพิบัติในภาคใต้ เช่น น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ฯลฯ อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จึงได้สนับสนุนให้ชุมชนต่างๆ ในภาคใต้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยได้จัดทำแผนงานเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ โดยในปี 2560 นี้จะเริ่มจากพื้นที่ 7 จังหวัด 49 ตำบล จำนวน 62 โครงการที่ประสบภัยน้ำท่วมในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อให้จัดทำแผนงานในระดับตำบล โดยใช้การสัมมนาเชิงปฏิบัติการในระหว่างวันที่ 22-23 กันยายนนี้เป็นเวทีให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และให้ความรู้ หลังจากนั้นแต่ละตำบลจะกลับไปเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ โดยสถาบันฯ สนับสนุนงบประมาณตำบลละ 100,000 บาท
“หลังการสัมมนาครั้งนี้แต่ละตำบลจะต้องกลับไปทำแผนงานในพื้นที่ เช่น ต้องทำข้อมูลต่างๆ มีแผนที่ตำบล การไหลของน้ำ พื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่ปลอดภัย จุดอพยพคนและสัตว์ จุดทำครัวกลาง มีกิจกรรมการพัฒนายกระดับอาสาสมัคร มีการจัดทำแผนรับมือเมื่อเกิดภัยในตำบลที่มีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย มีกิจกรรมการระดมทุนเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนเรือ กองทุนครัวกลาง กองทุนอาหารสัตว์ และต้องเกิดพื้นที่นำร่องในการปฏิบัติงานจริงอย่างน้อยตำบลละ 1 หมู่บ้าน” นายสุวัฒน์ยกตัวอย่าง
นายสุวัฒน์กล่าวด้วยว่า การจัดการภัยพิบัติธรรมชาติไม่สามารถที่จะทำได้เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานเดียว จะต้องมีการเชื่อมโยงการทำงานในระดับตำบลกับจังหวัด มีศูนย์ประสานงานกลางในระดับจังหวัด มีคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีการเชื่อมโยงข้อมูลและประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ มีข้อมูลพื้นที่เสี่ยง ฯลฯ นอกจากนี้จะต้องมีเวทีเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น ถนนหรือทางรถไฟที่ขวางทางเดินน้ำ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม จะต้องมีการก่อสร้างทางระบายน้ำ ฯลฯ ส่วนในระดับภูมินิเวศน์ เช่น เครือข่ายลุ่มน้ำต่างๆ จะต้องมีข้อเสนอการแก้ไขปัญหาระดับภูมินิเวศน์ลุ่มน้ำเพื่อหาทางออกร่วมกัน
นางปรีดา คงแป้น ที่ปรึกษามูลนิธิชุมชนไท กล่าวว่า ชุมชนเป็นด่านแรกที่จะต้องรับมือกับภัยพิบัติ ดังนั้นมูลนิธิฯ จึงได้ใช้ภัยพิบัติเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับชุมชน เช่น ที่บ้านน้ำเค็ม จ.พังงา ที่เคยเกิดเหตุการณ์สึนามิ มูลนิธิฯ ได้เข้าไปทำงานและไม่ได้หวังให้ชุมชนรับมือกับภัยพิบัติเพียงอย่างเดียว แต่ชุมชนจะต้องขยายและเชื่อมโยงไปทำเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น จากเครือข่ายภัยพิบัติไปทำเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยให้แก่ชาวเล ทำเรื่องคนไร้สัญชาติที่ จ.ระนอง เรื่องการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดินโคลนถล่ม
“นอกจากนี้เราจะต้องทำงานเพื่อให้เกิดการยอมรับของหน่วยงานราชการด้วย เช่น ในเรื่องแหล่งน้ำ เราต้องรู้ข้อมูลว่าทางราชการจะปล่อยน้ำเมื่อไหร่ ชาวบ้านต้องเข้าไปเป็นคณะกรรมการร่วมกับทางราชการด้วย เพื่อให้รู้ข้อมูลและร่วมจัดการเรื่องน้ำ ไม่ใช่ให้ทางราชการปล่อยน้ำลงมาท่วมบ้านเรือนเหมือนที่ผ่านมา” ที่ปรึกษามูลนิธิชุมชนไทกล่าว
นายไมตรี จงไกรจักร์ ประธานคณะทำงาน เครือข่ายองค์กรชุมชนจัดการภัยพิบัติภาคใต้ กล่าวว่า การจัดทำแผนงานเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัตินั้น จะต้องมี 1.ข้อมูลที่จำเป็นในตำบลและในหมู่บ้าน เช่น กลุ่มผู้เปราะบาง (คนแก่ คนพิการ คนป่วย คนป่วยติดเตียง เด็ก คนท้อง ฯลฯ) เพื่อจะได้ช่วยเหลือในยามมีภัยพิบัติ 2.มีข้อมูลเรื่องเส้นทางอพยพ พื้นที่เสี่ยง พื้นที่ปลอดภัย 3.มีแผนที่ชุมชนที่ชุมชนต้องทำเอง เพราะจะรู้ข้อมูลมากกว่าคนอื่น
4.ต้องมีการวิเคราะห์ภัยพิบัติที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ เช่น น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม พายุ ฯลฯ และนำมาทำ ‘ปฏิทินภัยพิบัติ’ ทำให้รู้ว่าน้ำท่วมเมื่อไหร่ เดือนไหน นำมาวิเคราะห์ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและป้องกัน เช่น หากน้ำท่วมเพราะมีการสร้างถนนหรือทางรถไฟไปขวางทางเดินน้ำ จะได้นำข้อมูลไปเสนอต่อทางราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางแก้ไข 5.ต้องมีคณะทำงานป้องกันภัยพิบัติ เพื่อแบ่งบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ 6.ต้องมีแผนงานในการป้องกันและเตรียมพร้อม เช่น มีหอกระจายข่าว มีการสำรวจอุปกรณ์ ของใช้ที่จำเป็น มีเครื่องมือสื่อสาร มีเรือ ฯลฯ หากขาดสิ่งใดจะได้ทำแผนเสนอขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ‘เครือข่ายองค์กรชุมชนจัดการภัยพิบัติภาคใต้’ จัดตั้งขึ้นในช่วงกลางปี 2560 ที่ผ่านมา หลังจากเกิดภัยพิบัติน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ฯลฯ ในภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง มีคณะทำงานมาจากแกนนำชาวบ้านที่เคยมีประสบการณ์ในการจัดการภัยพิบัติมาจากเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 เช่น นายไมตรี จงไกรจักร์ จากบ้านน้ำเค็ม จ.พังงา นอกจากนี้ยังมีหลายชุมชนที่ชาวบ้านมีประสบการณ์ในการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ เช่น ตำบลท่าหิน ตั้งอยู่ที่คาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา ได้นำประสบการณ์จากเหตุการณ์พายุดีเปรสชั่นถล่มจนทำให้บ้านเรือนเสียหายและน้ำท่วมในปี 2553 มาจัดทำแผนป้องกันและเตรียมรับมือภัยพิบัติ เช่น มีการสำรวจข้อมูลและร่วมกันจัดทำแผนตำบล มีระบบวิทยุสื่อสารเพื่อแจ้งข่าวความปลอดภัยและภัยพิบัติ แจ้งข่าวแก่ชาวประมงเรื่องคลื่นลม ระดับน้ำ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารกับเครือข่ายภายนอก อาสาสมัครกู้ภัย เรียนรู้เรื่องการอ่านแผนที่ภูมิอากาศ จนชาวบ้านสามารถอ่านได้และนำไปใช้ประโยชน์ในการแจ้งเตือนเรื่องลม ฟ้า อากาศ ฯลฯ

รายงานโดย งานสื่อสารองค์กร พอช.





