กรุงเทพฯ/ ปิดสัมมนาสรุปบทเรียนและออกแบบที่อยู่อาศัยปี 2561 ผู้แทนองค์กรชุมชนทั้ง 5 ภาคได้ข้อสรุปร่วมกัน เน้นการพัฒนาทั้งเมือง และพัฒนาทุกมิติ ไม่ใช่แค่สร้างบ้าน เชื่อมโยงและประสานหน่วยงาน ภาคี มาทำงานร่วมกัน และเตรียมผลักดันแผนสู่ระดับนโยบาย เป้าหมายเพื่อสังคมมีสุขทุกถ้วนหน้า เผยครัวเรือนเป้าหมายที่จะพัฒนาในปีหน้าทะลุเพดานทุกภาค เช่น บ้านมั่นคงเมืองและชนบททั่วประเทศไม่เกิน 6,710 ครัวเรือน ผู้แทนฯ 5 ภาคเสนอแผนงานรวม 13,031 ครัวฯ บ้านพอเพียงชนบทไม่เกิน 15,000 ครัวฯ เสนอแผนงานรวม 27,258 ครัวฯ

เมื่อวันที่ 6-7 ตุลาคม 2560 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้จัดสัมมนา ‘สรุปบทเรียนและออกแบบการทำงานพัฒนาที่อยู่อาศัยปี 2561’ ที่โรงแรมทาวน์ อิน ทาวน์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนองค์กรชุมชน อนุกรรมการบ้านมั่นคง ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พอช. รวมทั้งหน่วยงานภาคี เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 300 คน โดยในวันสุดท้ายของการสัมมนา ผู้เข้าร่วมสัมมนาแต่ละภาคได้ร่วมกันออกแบบวิธีการทำงานโครงการบ้านมั่นคงเมืองและชนบท บ้านพอเพียงชนบท กำหนดทิศทาง เป้าหมาย และผลลัพธ์การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2561
นางสาวสุมล ยางสูง ผู้จัดการสำนักงานบ้านมั่นคง กล่าวสรุปถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยในปี 2561 โดยมีแนวทางที่สำคัญ เช่น 1.ต้องใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง และต้องทำทั้งตำบล-เมือง-จังหวัด 2.ต้องมีข้อมูลผู้เดือดร้อน ข้อมูลที่ดินทั้งหมด เพื่อนำมาวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหา 3.ต้องสร้างเครือข่ายเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพคนทำงาน 4.ต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น และภาคี เชื่อมโยงการทำงานเป็นเครือข่าย 5.ต้องทำทุกมิติ ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย ที่ดิน การพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น ผู้สูงอายุ สิ่งแวดล้อม อาชีพ นำไปสู่การจัดตั้งกองทุนต่างๆ ขึ้นมา ฯลฯ
ส่วนเป้าหมายร่วม แนวคิด ทิศทางการทำงานบ้านมั่นคง เช่น 1.ต้องพัฒนาเมืองในทุกมิติที่มากกว่าเรื่องที่อยู่อาศัย เป้าหมายเพื่อสังคมมีสุขทุกถ้วนหน้า 2.ต้องมีการประสานงานเชิงนโยบาย โดยมีคณะทำงานในท้องถิ่น เพื่อประสานกับหน่วยงานและภาคี 3.เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กระจายการบริหารจัดการให้ประชาชน 4.ต้องพัฒนานักยุทธศาสตร์ สร้างผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลง คือต้องรู้ทุกประเด็นงาน ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย และต้องพัฒนาคนทำงานในหลายด้าน เช่น ด้านบัญชี การบริหารจัดการ ด้านช่างฝีมือ 5.ใช้โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาอื่น ฯลฯ
เป้าหมายเชิงนโยบาย เช่น 1.ต้องมีการผลักดันข้อติดขัดในการขอใช้ที่ดินที่ยังไม่ชัดเจน เช่น กรณีที่ดินป่าชายเลน 2.ผลักดันการขอใช้ที่ดินของรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย เช่น ที่ดินกรมธนารักษ์ ที่ดินของวัดหรือธรณีสงฆ์ 3.ให้รัฐบาลทบทวนนโยบายการทวงคืนผืนป่า 4.เสนอร่างกฎหมายที่ส่งเสริมการแก้ไขปัญหา เช่น สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร ฯลฯ
สำหรับกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่จะดำเนินในปีงบประมาณ 2561 ซึ่งรัฐบาลอนุมัติงบประมาณแล้วจำนวน 1,534 ล้านบาทเศษ (จากงบฯ ทั้งหมด 1,668.73 ล้านบาท) ประกอบด้วย 1.บ้านมั่นคงเมืองและชนบท จำนวน 6,710 ครัวเรือน ผู้แทนองค์กรชุมชนที่เข้าร่วมสัมมนาทั้ง 5 ภาค ได้เสนอแผนงานที่จะทำรวม 13,031 ครัวเรือน (มากกว่าเป้าหมายจำนวน 6,321 ครัวเรือน) 2.บ้านพอเพียงชนบท จำนวน 15,000 ครัวเรือน ผู้แทนองค์กรชุมชนที่เข้าร่วมสัมมนาทั้ง 5 ภาค ได้เสนอแผนงานที่จะทำรวม 27,258 ครัวเรือน (มากกว่าเป้าหมายจำนวน 12,258 ครัวเรือน)
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจำนวนครัวเรือนที่ผู้แทนแต่ละภาคนำเสนอ เป็นข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งคณะกรรมการบ้านมั่นคงในระดับจังหวัดและภาคจะมีการกลั่นกรองกลุ่มเป้าหมายก่อน นอกจากนี้นโยบายการสนับสนุนการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของ พอช.กำหนดไว้ว่า โครงการบ้านมั่นคงในเมืองจะสนับสนุนไม่เกินภาคละ 500 ครัวเรือน และบ้านมั่นคงชนบท ไม่เกินภาคละ 500 ครัวเรือน ส่วนบ้านพอเพียงชนบท สนับสนุนไม่เกินภาคละ 3,200 ครัวเรือน หรือจังหวัดหนึ่งไม่เกิน 200 ครัวเรือน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
ทั้งนี้หากพื้นที่ใดมีความพร้อมและเสนอโครงการเข้ามาก่อนก็จะมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาและอนุมัติโครงการก่อน และสามารถดำเนินโครงการตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ได้เลย ส่วนไตรมาสที่ 2-3 จะเริ่มปฏิบัติการในพื้นที่ มีการสื่อสารผลงานสู่สาธารณะ และผลักดันแผนพัฒนาสู่นโยบาย และไตรมาสที่ 4 จะเป็นการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล
ในช่วงท้ายของการสัมมนา กรรมการและผู้บริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้กล่าวให้ข้อคิดในการขับเคลื่อนงานพัฒนาในปี 2561 โดยเสนอว่าไม่ควรจำกัดบทบาทเฉพาะงานด้านที่อยู่อาศัยเท่านั้น และต้องเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันเพื่อนำไปสู่การพลังการเปลี่ยนแปลง
นายจินดา บุญจันทร์ กล่าวว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งในเมืองและชนบทจะต้องมีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แยกกันทำ นอกจากนี้ก็จะต้องเชื่อมโยงประเด็นเข้าด้วยกัน เช่น หากป่าไม้ทางภาคเหนือถูกทำลายก็จะมีผลกระทบกับพี่น้องที่อยู่ปลายน้ำ กระทบกับชาวประมงพื้นบ้านในภาคใต้ ดังนั้นจึงต้องเชื่อมโยงเรื่องทรัพยากรธรรมชาติเข้าด้วยกัน ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งและทำงานร่วมกัน
“วันนี้พี่น้องต้องคิดว่าจะสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างไร ฉะนั้นต้องดึงเอาภาคี เอาพันธมิตรที่ใกล้ชิด โยงเข้าหากัน เอาหลายๆ ประเด็นมารวมกัน แล้วกำหนดเป็นประเด็นการขับเคลื่อนร่วมกันของภาคประชาชน เพื่อสร้างพลัง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง” นายจินดากล่าว
นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รักษาการ ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า การทำงานพัฒนาในวันนี้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในหลายประเด็น เช่น 1.เปลี่ยนความคิด จากเดิมที่เคยทำเป็นโครงการ ทำเป็นชุมชน ต้องเปลี่ยนมาทำทั้งเมือง ทำทั้งตำบล 2.เปลี่ยนจากการทำเพื่อให้ได้บ้าน เป็นทำเพื่อให้ได้มากกว่าคำว่า ‘บ้าน’ และ 3.จากที่ทำเป็นเครือข่าย ต้องเชื่อมโยงเครือข่ายและทำงานร่วมกัน เช่น สภาองค์กรชุมชนตำบลต้องไปช่วยทำเรื่องสวัสดิการชุมชน และต้องร่วมมือกับภาคีและหน่วยงานต่างๆ
“หลักของการทำงานพัฒนาคือ เราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทำเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสังคม และที่สำคัญก็คือ พวกเราต้องเชื่อมั่นว่าองค์กรชุมชนจะต้องเป็นแกนหลักในการพัฒนา” นายสมชาติกล่าวทิ้งท้าย
งานสื่อสารองค์กร พอช. รายงาน





