ระหว่างวันที่ 15 – 16 ตุลาคม 2560 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดสัมมนาเรื่อง ‘ทิศทางการขับเคลื่อนงานและการจัดกลไกสนับสนุนงาน พอช.’ ที่ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ผู้แทนคณะอนุกรรมการภาคทั้ง 5 ภาค ผู้บริหาร พอช. ผู้อำนวยการภาค และเจ้าหน้าที่ พอช. เข้าร่วมการสัมมนาประมาณ 130 คน
นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รักษาการ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า แนวคิดการสัมมนาครั้งนี้ เริ่มจากจังหวะก้าวการทำงานในปี 2561 เมื่อจะขับเคลื่อนงานไปข้างหน้า จึงต้องคิดถึงกลไก การทำงานต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการปฏิรูปประเทศ โดยมีคณะปฏิรูป 11 ด้าน ดังนั้นกลไกขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศจะมีการขับเคลื่อนอย่างไร จากนั้นจึงมาออกแบบกลไกคณะอนุกรรมการภาคและระดับชาติ เพื่อขับเคลื่อนผลักดันงาน ซึ่งกลไกดังกล่าวจะไม่เน้นการบริหารจัดการ อาจจะเป็นคณะทำงานเฉพาะกิจให้ขับเคลื่อนรวดเร็วกระทัดรัด ไม่เน้นการประชุมมากเกินไป และจะขับเคลื่อนจัดอย่างไรให้สอดคล้อง ไม่ใช่จัดตามกลไกกรอบงบประมาณ
สำหรับวัตถุประสงค์การจัดงานสัมมนาครั้งนี้ เพื่อ 1.เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสถานการณ์ประเทศ 2. เพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนที่เป็นประเด็นสำคัญ ๆ นอกเหนือจากงานที่ พอช.สนับสนุน และ 3. เพื่อจัดกลไกการขับเคลื่อนงานทั้งระดับภาคและระดับชาติ ทั้งนี้อนุกรรมการระดับชาติจะนำเสนอผลการสัมมนาต่อคณะกรรมการสถาบันวันที่ 19 ตุลาคม 2560 นี้ เพื่อให้ทันกับการสนับสนุนงบประมาณด้วยเช่นกัน
“จากแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสถาบันฯ พ.ศ.2560-2564 และวิสัยทัศน์ 20 ปี คือ ‘ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งเต็มพื้นที่ประเทศไทย’ ส่วนวิสัยทัศน์ระยะ 5 ปี คือ ‘ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งสู่การจัดการตนเอง’ ภายใต้วิสัยทัศน์ดังกล่าว ยังเน้นเรื่ององค์กรชุมชนเป็นแกนหลักและพื้นที่ชุมชนเป็นตัวตั้ง หมายความว่าการขับเคลื่อนงาน 5 ปีข้างหน้า จะทำให้พลังขององค์กรชุมชนเข้มแข็งขึ้นมาได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาองค์กรชุมชน ที่ดิน ที่อยู่อาศัย เศรษฐกิจฐานราก ถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย จะทำอย่างไรให้พื้นที่เป็นตัวตั้งอย่างแท้จริง เป็นโจทย์ใหญ่และหวังว่าจะเปลี่ยนจากเชิงปริมาณเป็นคุณภาพมากขึ้น” นายสมชาติกล่าว
ทั้งนี้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้แก่ พอช.ในปี 2561 จำนวน 1,668 ล้านบาทเศษ โดยแยกเป็นงบประมาณ 1.แผนยุทธศาสตร์ : เสริมสร้างสวัสดิการสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิต จำนวน 1,534 ล้านบาทเศษ (สนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน,แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย บ้านมั่นคง ชุมชนริมคลอง บ้านพอเพียง คนไร้บ้าน ฯลฯ รวม 25,559 ครัวเรือน ) 2.แผนงานพื้นฐาน : ภารกิจพื้นฐานเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ จำนวน 97 ล้านบาทเศษ (สภาองค์กรชุมชนตำบล 1,870 ตำบล) และ 3.แผนงานบูรณาการ : การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนเข้มแข็ง จำนวน 37 ล้านบาทเศษ (ยกระดับพื้นที่ต้นแบบเศรษฐกิจชุมชน 500 ตำบล)
นายอัมพร แก้วหนู สำนักงานยุทธศาสตร์และเชื่อมโยงขบวนชุมชน กล่าวถึงเป้าหมายงานในปี 2561 ได้แก่
1.บ้านมั่นคงเมืองและชนบท 6,700 ครัวเรือน 2.บ้านมั่นคงริมคลอง 2,500 ครัวเรือน 3.บ้านพอเพียงชนบท 15,000 หลัง 4.เศรษฐกิจชุมชน 500 ตำบล โดยจะเน้นเรื่อง cluster 5.สวัสดิการชุมชน 500 ตำบล 350,000 คน6.สภาองค์กรชุมชนตั้งใหม่ 750 ตำบล
ส่วนสถานการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อขบวนองค์กรในปี 2561-2562 ได้แก่ 1.เงินอุดหนุนคนจน ประมาณ 46,000 ล้านบาท เมื่อได้รับเงินอุดหนุนคนจน ทำอย่างไรจะลดภาระของกองทุนสวัสดิการได้หรือไม่ 2. พ.ร.บ.การเงินฐานราก จะนำไปสู่การปฏิรูประบบการเงินชุมชนทั้งหมด 3.แนวคิดการควบรวมองค์กรปกครองท้องถิ่น 4. การสร้างรถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อชุมชนค่อนข้างมาก 5.นโยบายการทวงคืนผืนป่า ความเดือดร้อนของพี่น้องยังมีอยู่
6.การจัดสรรที่ดิน สปก. ปีที่แล้วมีการทำงานบ้านมั่นคงชนบท จะดำเนินการอย่างไรให้แก้ปัญหาและการจัดการที่ดินได้ ซึ่งในบางพื้นที่ต้องวางแผนเรื่องเศรษฐกิจของชุมชนไปพร้อมกันด้วย และ 7.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งผู้นำขบวนองค์กรชุมชนไปอยู่ในคณะกรรมนั้นด้วย และพอช.ไปร่วมป็นผู้ช่วยเลขาในคณะกรรมการ ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เมื่อรับฟังความคิดเห็นเสร็จแล้วจะเสนอแผนการปฏิรูปต่อไป
ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้เสนอความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ เช่น ควรใช้สภาองค์กรเป็นกลไกในการขับเคลื่อน และควรหารือร่วมกันทุกเรื่องรวมถึงงานประเด็นร้อนในพื้นที่, การยกระดับการทำงานในพื้นที่เรื่องดิน น้ำ ป่า คนชายขอบ ให้เข้าไปอยู่ในแผนงานยุทธศาสตร์ได้อย่างไร ? พอช.ต้องทำงานตามนโยบายของกระทรวงฯ ควรมีคณะทำงานเพื่อทำงานเฉพาะเรื่อง เช่น งานประเด็นร้อนในพื้นที่, การดำเนินงานเรื่องภัยพิบัติ ต้องทำไปพร้อมกับงานประเด็นอื่นจะสามารถคลี่คลายปัญหาต่างๆของชุมชน
ขบวนองค์กรชุมชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างไร ?, ควรดำเนินงานเรื่องเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มข้น ขบวนชุมชนจะสามารถคิดพัฒนางานต่างๆ ได้เมื่อเศรษฐกิจในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ก่อน,
จุดอ่อนของภาคประชาชนยังไม่ได้ประสานการทำงานร่วมกัน เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นยังเป็นลักษณะต่างคนต่างทำในพื้นที่ บทบาทของกลไกควรไปสร้างความรู้ให้ขบวนองค์กรชุมชน ได้รับรู้สถานการณ์ตามวิถีวัฒนธรรมของขบวนองค์กรชุมชน
เรื่อง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ร.บ.อุทยาน ในระดับพื้นที่มีคนทำงานอยู่ แต่ยังขาดหน่วยงานที่เชื่อมต่อระหว่างระดับพื้นที่กับระดับนโยบาย บทบาทของ พอช.อาจเป็นหน่วยงานที่เชื่อมโยงระดับพื้นที่และระดับนโยบายได้, เรื่อง พ.ร.บ.การเงินฐานราก ต้องการให้มีสถาบันการจัดการกองทุนชุมชน เพราะมีกลไกการทำงานอยู่ในระดับหมู่บ้าน ฯลฯ
รายงานโดย งานสื่อสารองค์กร พอช และสมจิตร จันทร์เพ็ญ





