พังงา/ ชาวเล มอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดงาน ‘รวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 8’ ที่บ้านทับตะวัน อ.บางม่วง จ.พังงา เสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 7 ข้อ เผยชาวเลยังเผชิญปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะการขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ถูกนายทุนขับไล่ออกจากที่ดินที่เคยอยู่อาศัยมานานนับร้อยปี อุทยานฯ ห้ามเข้าไปทำประมงพื้นบ้าน บางส่วนยังไร้สัญชาติ ไม่ได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาล ฯลฯ ระดมความเห็นชาวเลเพื่อร่าง พ.ร.บ.เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อแก้ไขปัญหา โดยจะผลักดันเข้าสู่สภานิติบัญญัติฯ ภายในปี 2561
ชาวเลในประเทศไทยมี 3 กลุ่ม คือ ชาวมอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย รวมประมาณ 13,000 คน อาศัยอยู่ริมชายทะเลด้านฝั่งอันดามันและเกาะต่างๆ ใน 5 จังหวัด คือ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล รวม 44 ชุมชน ทั้งนี้ชาวเลอาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างๆ มานานหลายร้อยปี ในอดีตชาวเลมักจะไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะต้องร่อนเร่ออกหาปลา หรือเมื่อตั้งชุมชนเป็นหลักแหล่งแล้ว แต่ไม่รู้สิทธิในการครอบครองที่ดิน เพราะถือว่าที่ดินและทะเลเป็นของส่วนรวม ในปี 2553 คณะรัฐมนตรีมีมติเรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล
ภายหลังเหตุการณ์สึนามิในปี 2557 นายทุนและเอกชนที่ซื้อที่ดินริมทะเลเพื่อสร้างโรงแรมหรือแหล่งท่องเที่ยวจึงมาอ้างสิทธิครอบครอง ทำให้ชาวเลถูกฟ้องขับไล่ เช่น ที่ดินที่หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต ชาวเลถูกฟ้องขับไล่จำนวน 161 ราย ในปี 2559 นายทุนนำชายฉกรรจ์นับร้อยคนมาปิดทางเข้าออกของชาวเลจนเกิดการปะทะกัน ชาวเลโดนทำร้ายบาดเจ็บหลายคน
ระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2560 เครือข่ายชาวเลอันดามัน และหน่วยงานภาคี เช่น มูลนิธิชุมชนไท สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครือข่ายสิทธิชุมชนคนจนภูเก็ต สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน ฯลฯ ได้จัดงาน ‘รวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 8’ ที่บ้านทับตะวัน ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา โดยมีชาวเลและเครือข่ายต่างๆ เข้าร่วมงานประมาณ 1,000 คน ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการ การแสดงศิลปะ วัฒนธรรม และนำเสนอปัญหาต่างๆ ของชาวเล โดยมีนายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ รองอธิบดี กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มารับมอบข้อเสนอของเครือข่ายชาวเล
นอกจากนี้ยังมีการเสวนาเรื่อง ‘รัฐธรรมนูญกับเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธ์’ โดยมีผู้เข้าร่วม เช่น พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ประธานกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางวิญญาณของชุมชนชาวเล นางเตือนใจ ดีเทศน์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายสมชาติ ภาระสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) นางปรีดา คงแป้น กรรมการมูลนิธิชุมชนไท ตัวแทนชาวเล ฯลฯ
นางเตือนใจ ดีเทศน์ กล่าวว่า มติ ค.ร.ม.ที่ออกมาในปี 2553 มีเนื้อหาให้แก้ไขปัญหาของชาวเลทั้งระยะเร่งด่วน และระยะยาว แต่ที่ผ่านมากว่า 7 ปี ยังไม่ได้ทำอะไรเลย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทางจิตวิญญาณ วัฒนธรรม ชาวเลจึงต้องประสบกับปัญหาต่างๆ ดังนั้นจึงต้องมีการยกระดับมติ ค.ร.ม.ให้เป็นกฎหมาย โดยการเสนอเป็น พ.ร.บ.เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อให้มีกฎหมายและมีผลบังคับใช้
พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง กล่าวว่า เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมไม่ใช่จะประกาศใช้ทั่วไป แต่จะใช้เฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีวัฒนธรรม ประเพณี เป็นของตัวเอง เช่น ชาวเขา ชาวกะเหรี่ยง ชาวเล โดยเฉพาะชาวเลที่ช่วยประกาศเขตแดนของประเทศไทยทางทะเล เพราะหากไม่มีชาวเล เขตแดนทางทะเลของไทยอาจมีน้อยกว่านี้ หรือชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ตามชายแดนไทย-พม่าก็ช่วยยืนยันพื้นที่ขอบเขตของประเทศไทย
พลเอกสุรินทร์กล่าวด้วยว่า ที่ดินบริเวณหาดราไวย์ 19 ไร่ ที่เอกชนฟ้องร้องชาวบ้าน เมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ศาลอุธรณ์จังหวัดภูเก็ตได้พิพากษายกฟ้องชาวบ้านที่ถูกขับไล่แล้ว เนื่องจากมีหลักฐานยืนยันว่าชาวบ้านอยู่อาศัยมาก่อน มีการตรวจสอบสุสาน กระดูกบรรพบุรุษ ฯลฯ และเห็นว่าเอกสารสิทธิที่เอกชนมีอยู่ เป็นการออกเอกสารสิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหากมีการยกเลิกเอกสารสิทธิ รวมทั้งที่ดินที่หาดหลีเป๊ะ จ.สตูล ที่ชาวเลพิพาทเรื่องที่ดินกับเอกชน จำนวน 125 ครัวเรือน และชาวเลชนะคดี จะต้องนำที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรเป็นที่อยู่อาศัยที่มั่นคงให้กับชาวเล แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ทำอะไรเลย
นายสมชาติ ภาระสุวรรณ กล่าวว่า ปัญหาของชาวเลเป็นปัญหาทางโครงสร้าง ซึ่งขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย 20 ปี คือภายในปี 2579 ประชาชนจะต้องมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลได้มีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีคณะอนุกรรมการ 3 ชุด เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ก็มีแผนงานที่จะสนับสนุนชุมชนในการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดิน ที่อยู่อาศัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างครบวงจร
“เรื่องการเสนอร่าง พ.ร.บ.เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมฯ เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องใช้ระยะเวลา ดังนั้นสิ่งที่พี่น้องสามารถทำได้เลย คือการจัดทำพื้นที่นำร่องในการคุ้มครองทางวัฒนธรรมเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม หรือเป็นพื้นที่นำร่อง 10 ชุมชน โดยต้องกำหนดเป้าหมาย เช่น ภายใน 1 ปี จะต้องทำเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัย ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน และทำเรื่องการวางแผนพัฒนาในทุกมิติภายใน 5 ปี และสิ่งที่สำคัญคือ พี่น้องชาวเลต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับคนอื่นๆ” นายสมชาติกล่าว
นางปรีดา คงแป้น กล่าวว่า ชาวเลควรมีสิทธิ์เข้าไปใช้พื้นที่หน้าชายหาดเพื่อหาปลา ไม่ใช่เฉพาะนายทุน นอกจากนี้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ที่ใช้งบประมาณในการโปรโมทพื้นที่ชายฝั่งอันดามันปีหนึ่งเป็นเงินมหาศาล ควรจะนำเอางบประมาณสัก 20 เปอร์เซ็นต์มาสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยววิถีชุมชนและวัฒนธรรมของชาวเล เพื่อให้ชาวเลได้รับประโยชน์ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว และที่ผ่านมาธุรกิจเหล่านี้ได้ยึดครองพื้นที่จิตวิญาณ เช่น สุสาน พื้นที่พิธีกรรม ของชาวเลโดยมีเอกสารสิทธิ์ แต่ชาวเลที่อยู่มานานกลับถูกขับไล่ ดังนั้นรัฐบาลต้องเข้ามาดูแลและคุ้มครองวิถีชีวิตชาวเล และให้ชาวเลสามารถปรับตัวอยู่กับการท่องเที่ยวได้
นายนิรันดร์ หาญทะเล ตัวแทนชาวเลจากเกาะลันตา จ.กระบี่ กล่าวว่า สิ่งที่ชาวเลอยากจะได้ คือกฎหมายหรือร่าง พ.ร.บ.เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม เพราชาวเลอาศัยอยู่มานานก่อนที่จะมีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ แต่เดี๋ยวนี้ปรากฏว่าอุทยานฯ อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวได้ แต่ไม่ให้ชาวเลเข้าไปหาปลา ทั้งที่ชาวเลทำประมงแบบพื้นบ้านเพื่อหากินเลี้ยงครอบครัว และไม่ได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ก็อยากจะแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดิน เพื่อให้ชาวเลมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง
สำหรับข้อเสนอของชาวเลที่ยื่นผ่านรองอธิบดีกรมสวัสดิการฯ เพื่อเสนอสู่รัฐบาล ประกอบด้วย 1.เสนอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการนโยบายเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตและแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2553 2.เสนอให้รัฐบาลเร่งรัดแก้ปัญหาที่ดินชุมชนชาวเลตามข้อเสนอของคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดิน ที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณชุมชนชาวเลที่มีพลเอกสุรินท์ พิกุลทอง เป็นประธาน
3.เสนอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ทำแผนแม่บทการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์ 5 ปี (พ.ศ.2561-2565) และจัดตั้งกองกิจการชาติพันธุ์ขึ้นมาใหม่แทนที่ยุบไป เพื่อให้สามารถสนับสนุนส่งเสริมการแก้ปัญหาและพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์ได้ทั่วประเทศ 4.เสนอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงวัฒนธรรม เสนอกฎหมายเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม และสนับสนุนงบประมาณการพัฒนาชุมชนชาวเลทั้งระบบ
5.เสนอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กันแนวเขตที่ดินที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และเขตหากินในทะเลออกจากการประกาศเขตอนุรักษ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ชาวเลอยู่อาศัยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ 6.เสนอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดำเนินนโยบายการท่องเที่ยว โดนคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนชาวเล และ 7.เสนอให้กระทรวงมหาดไทย เร่งแก้ไขปัญหาการไร้สัญชาติของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลจำนวน 550 คน
สำหรับการร่าง พ.ร.บ.เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ขณะนี้ชาวเลกำลังอยู่ในระหว่างการระดมความคิดเห็นเพื่อนำมาจัดทำเป็นร่าง พ.ร.บ. โดยคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิตจะช่วยร่าง โดยมีสาระสำคัญ คือเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมจะครอบคลุมพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยของชุมชน พื้นที่ทำมาหากิน รวมทั้งพื้นที่ทางจิตวิญญาณ เช่น สถานที่ประกอบพิธีกรรม สุสาน ฯลฯ และหากพื้นที่ใดเป็นพื้นที่ที่มีการโต้แย้งเรื่องสิทธิ์ที่ดิน ควรจะมีการตรวจสอบ พิสูจน์ และคุ้มครองสิทธิ์ โดยคำนึงถึงวัฒนธรรมชุมชน และเอกสารสิทธิ์ไม่ควรจะเป็นหลักฐานเดียวที่ใช้ในการพิจารณาเรื่องสิทธิ์ในที่ดิน
ทั้งนี้การร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตามแผนงานของเครือข่ายชาวเลและหน่วยงานภาคีจะแล้วเสร็จภายในช่วงต้นปี 2561 หลังจากนั้นจะนำร่าง พ.ร.บ.เสนอต่อกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงท่องเที่ยวฯ เพื่อให้ช่วยผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญัติแห่งชาติ แต่หากไม่ทันก็จะเสนอต่อคณะรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งต่อไป





