
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน-กรุงเทพฯ/ เปิดฉากประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติครั้งที่ 10 ‘1 ทศวรรษสภาองค์กรชุมชน น้อมนำศาสตร์พระราชา เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย’ เพื่อนำข้อเสนอที่ได้จากการประชุม ทั้งปัญหาการจัดการน้ำ-ที่ดิน-ป่าไม้-ทะเล-ความมั่นคงทางอาหาร ฯลฯ เสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ขณะที่พลเอกอนันตพร รมว.พม. จะเดินทางมารับฟังและนำข้อเสนอทางนโยบายจากที่ประชุมสภาฯ นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการต่อไป
สภาองค์กรชุมชนตำบลเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ โดยการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมาในแต่ละตำบล เพื่อเป็นเวทีในการปรึกษาหารือ เวทีในการวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาในชุมชนท้องถิ่น และสามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานรัฐ ทั้งในระดับจังหวัด รวมถึงคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการได้ โดยจะมีการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติปีละ 1 ครั้ง ถือเป็น ‘สภาของประชาชน’
โดยในปีนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 10 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 ธันวาคมนี้ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ถนนนวมินทร์ กรุงเทพฯ ใช้ชื่อการประชุมครั้งนี้ว่า ‘1 ทศวรรษสภาองค์กรชุมชน น้อมนำศาสตร์พระราชา เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย’ โดยมีผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลที่มาจากตัวแทนแต่ละจังหวัดๆ ละ 2 คน รวมทั้งตัวแทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมทั้งหมดประมาณ 200 คน ซึ่งข้อเสนอทางนโยบายที่ได้จากการประชุมครั้งนี้จะนำไปเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาจัดทำแผนปฏิรูปประเทศไทย นอกจากนี้ในวันที่ 15 ธันวาคม พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม. จะเดินทางมายังที่ประชุม เพื่อรับฟังข้อเสนอทางนโยบายเพื่อนำไปเสนอต่อ ครม.ด้วย
นายสมชาติ ภาระสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้มีสาระสำคัญ คือ เป็นการสรุปและทบทวนการทำงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา และการขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนฯ ในช่วงต่อไป โดยจะยึดหลัก ‘ศาสตร์พระราชา’ หรือทฤษฎีเกษตรพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ทั้งนี้สภาองค์กรชุมชนตำบลมีการจัดตั้งทั่วประเทศแล้ว จำนวน 6,586 สภาฯ โดยมีกลุ่มและองค์กรต่างๆ เข้าร่วมจัดตั้งกว่า 120,000 กลุ่ม/องค์กร โดย พอช.มีเป้าหมายภายในปี 2562 จะสนับสนุนการจัดตั้งสภาฯ ให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ หรือประมาณ 7,825 ตำบล
นายสมพร ใช้บางยาง ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า ศาสตร์พระราชา ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการพัฒนา โดยมีแนวทางที่สำคัญ คือ 1.คน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการพัฒนา ดังนั้นคนจะต้องมีความรู้ มีคุณธรรม ใช้ปัญญา ใช้เหตุผล สร้างคนให้เกิดคุณภาพ 2.การเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ซึ่งความเข้าใจมีความลึกซึ้งที่ไม่ได้เกิดมาจากความรู้สึก แต่ต้องเข้าถึงปัญหา ข้อเท็จจริง ฉะนั้นการเข้าใจข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อนำไปสู่การจัดทำแผน และใช้กระบวนการทำแผนเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยง ถือเป็นกระบวนการพัฒนาที่มีระบบตามศาสตร์พระราชา
3.การระเบิดจากข้างในเพื่อให้ชุมชนได้เห็นศักยภาพของตนเองก่อน เป็นเกราะป้องกันชุมชน ถือเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงรอรับอย่างเดียว และ 4. การใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3 อย่าง 2 เงื่อนไข คือ พอประมาณ มีเหตุผล โดยมีปัญญาและความรู้เป็นเงื่อนไขในการนำไปใช้อย่างผู้มีปัญญาควบคู่กับคุณธรรม จะทำให้ชุมชนมีภูมิคุ้มกัน
“ดังนั้นการขับเคลื่อนงานใน 10 ปีข้างหน้าของสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ศาสตร์พระราชาจึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำมาปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง และนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน สังคม และประเทศได้อย่างแท้จริง และนำไปสู่เป้าหมายของการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นได้” นายสมพรกล่าว
นายไพโรจน์ พลเพชร นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า สภาองค์กรชุมชน เป็นผลจากการปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่เห็นว่าไม่ควรรวมศูนย์ที่อำนาจส่วนกลาง และต่อเนื่องมาถึงปี 2550 จึงเกิดสภาองค์กรชุมชนในปี 2551 เพื่อให้มีองค์กรที่รองรับเรื่องสิทธิชุมชน รวมทั้งทำให้ชุมชนได้จัดความสัมพันธ์กับรัฐส่วนกลางใหม่ เพื่อให้ชีวิตคนในท้องถิ่นดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม และชุมชนยังไม่สามารถกำหนดนโนบายการพัฒนา และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนท้องถิ่นได้
“สภาองค์กรชุมชน ถือเป็นประชาธิปไตยฐานราก ซึ่งการพัฒนาประชาธิปไตยฐานราก ชุมชนท้องถิ่นต้องมีความแข็งแรง ดังนั้นการปฏิรูปประเทศไทยในครั้งนี้ สภาองค์กรชุมชนจะต้องปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้ชุมชนท้องถิ่นมีทางเลือกและทางรอด โดยมีสิทธิในการเข้าถึงการจัดการน้ำ จัดการป่า จัดการที่ดิน รวมทั้งความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งผู้ผลิตต้องมีความมั่นคงในชีวิตด้วย” นายไพโรจน์กล่าว และขยายความว่า การปฏิรูปประเทศจะประสบผลสำเร็จ เมื่อสภาองค์กรชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิรูป 4 ด้าน คือ ทรัพยากร เศรษฐกิจฐานราก สวัสดิการสังคม และการศึกษา
นอกจากนี้การประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติครั้งที่ 10 นี้ ได้มีการประชุมกลุ่มย่อย เพื่อนำความเห็นจากที่ประชุมมาจัดทำเป็นข้อเสนอทางนโยบาย เสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน) เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศต่อไป รวมทั้งนำเสนอผ่านรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการต่อไป โดยมีข้อเสนอในด้านต่างๆ จากที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนฯ เช่น
สิทธิชุมชนกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เนื่องจากที่ผ่านมา ประเทศไทยยังขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ จึงทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ปัญหาน้ำเน่าเสีย ฯลฯ รัฐควรทบทวนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน และต้องมีการประเมินผลกระทบในด้านต่างๆ ด้วย, ปฏิรูประบบการจัดการน้ำจากการจัดทำแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำ 25 ลุ่มน้ำ เป็นการจัดทำ ‘แผนยุทธศาสตร์พัฒนาลุ่มน้ำของประเทศ’ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น, ออกกฎหมายการเก็บภาษีน้ำจากภาคอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำจากธรรมชาติ ฯลฯ
การจัดการที่ดินและป่าไม้ เช่น การผลักดัน พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน เพื่อกำหนดมาตรการกระจายการถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ฯลฯ
การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เช่น การจัดทำแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแบบมีส่วนร่วม, การแก้ไขกฎหมายอุทยานแห่งชาติ เพื่อใช้ประโยชน์ทางทะเลในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการเพื่อการพัฒนา อนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน , ยกเลิกโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมหนัก ปิโตรเคมี ที่ทำลายฐานทรัพยากร, ยกเลิกการสร้างโรงฟ้าถ่านหิน โดยเฉพาะในภาคใต้ สนับสนุนพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน, ยกเลิกเครื่องมือประมงที่ทำลายทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ฯลฯ
ความมั่นคงทางอาหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจากที่ผ่านมา เกษตรกรกว่า 60 % ของประเทศต้องเช่าที่ดินทำกิน และอีกจำนวนมากสูญเสียที่ดินเพราะปัญหาหนี้สิน, เมล็ดพันธุ์ 90 % อยู่ในมือ 4-5 บริษัทใหญ่, ผลและผลไม้มีสารพิษปนเปื้อนเกินมาตรฐานเฉลี่ย 30-40% ฯลฯ
ที่ประชุมมีข้อเสนอทางนโยบาย เช่น รับรองสิทธิและส่งเสริมบทบาทเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นในการอนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ, จัดตั้งธนาคารที่ดินเพื่อการปฏิรูปที่ดินและส่งเสริมโฉนดชุมชน, พัฒนาระบบโครงสร้างชลประทานในไร่นาแทนการสร้างชลประทานขนาดใหญ่, ปฏิรูประบบสินเชื่อเพื่อสร้างความเป็นธรรม มีกรีนเครดิตอย่างน้อย 25%, ส่งเสริมตลาดสีเขียวของชุมชน, การปฏิรูปกฎหมายสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้เปิดเผย โปร่งใส เกษตรกรมีส่วนร่วม ฯลฯ
ข้อเสนอทางนโยบายรองรับสังคมผู้สูงวัย ประเทศไทยจะเข้าถึง ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี 2575’ โดยจะมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็น 20 % ของประชากรทั้งประเทศภายในปี 2575 ทำให้เกิดผลกระทบในด้านต่างๆ เช่น การขาดแคลนแรงงาน ฐานะการคลัง สวัสดิการผ้สูงอายุ ฯลฯ
ที่ประชุมมีข้อเสนอทางนโยบาย เช่น สนับสนุนให้สภาองค์กรชุมชนร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ วางแผนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งระดับท้องถิ่นและนโยบาย รวมทั้งเชื่อมโยงงานยุทธศาสตร์ด้านต่างๆ ทั้งด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อม สวัสดิการชุมชน เศรษฐกิจฐานราก ฯลฯ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการพัฒนาระบบรองรับสังคมสูงวัย ทั้งในเมืองและชนบท
เสริมสร้างสุขภาพอนามัยของผู้สูงวัย โดยการจัดระบบบริการสาธารณสุขรองรับ, ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีหลักประกันรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุ ปรับแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการจ้างงานผู้สูงอายุ, เพิ่มงบประมาณสวัสดิการผู้สูงอายุจากเดิมคนละ 600 บาทต่อเดือน เป็น 2,000 บาท ฯลฯ
ทั้งนี้การประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติในวันสุดท้าย คือวันที่ 15 ธันวาคมนี้ พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเดินทางมายังที่ประชุม เพื่อรับฟังและนำข้อเสนอทางนโยบายจากที่ประชุมฯ ในประเด็นต่างๆ เพื่อนำไปเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป ตามมาตรา 32 (3) พ.ร.บ.สภาองค์กรชชุมชน พ.ศ.2551 ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้





