
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน/ ระหว่างวันที่ 18-19 ธันวาคมนี้ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กรุงเทพฯ มีการสัมมนา ‘นโยบายและกลไกการขับเคลื่อนนโยบาย คณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน’ โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาจากคณะกรรมการสถาบันฯ และที่ปรึกษา ผู้บริหารสถาบันฯ และเจ้าหน้าที่ คณะอนุกรรมการประสานงานขบวนองค์กรชุมชน ผู้แทนภาคประชาสังคม และผู้แทนหน่วยงานภาคี เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมธนารักษ์ ธกส. กองทุนสิ่งแวดล้อม สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ ฯลฯ รวมทั้งหมดประมาณ 80 คน

นายสมพร ใช้บางยาง ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการสัมมนาครั้งนี้ว่า เนื่องจากขณะนี้สถาบันฯ มีคณะกรรมการสถาบันฯ ชุดใหม่ ดังนั้นจึงต้องมีการทบทวนนโยบาย และเสนอนโยบายการขับเคลื่อนงานของสถาบันฯ ในช่วง 3 ปีข้างหน้า คือตั้งแต่ปี 2561-2563 รวมทั้งแผนงานในระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยจะต้องเน้นการทำงานเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ เน้นการทำงานให้มีประสิทธิภาพ มีจุดเด่น ทั้งงานสภาองค์กรชุมชนฯ งานสวัสดิการฯ งานพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง งานบ้านมั่นคง ฯลฯ ซึ่งจะมีผลต่อการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวง พม.ด้วย
“สภาองค์กรชุมชนจะต้องมีความเข้มแข็ง นำไปสู่การจัดการตนเองได้ บ้านมั่นคงจะต้องเป็นบ้านที่มากกว่าคำว่า ‘บ้าน’ คือต้องทำงานเชิงคุณภาพ และสิ่งที่ผมคิดว่าจะสามารถนำมาเชื่อมโยงการทำงานให้มีคุณภาพได้ คือการนำศาสตร์พระราชามาใช้” นายสมพรกล่าว

ประธานสถาบันฯ ขยายความว่า ‘ศาสตร์พระราชา’ คือการพัฒนา ‘คน’ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา ต้องใช้ปัญญา ควบคู่กับคุณธรรม โดยเฉพาะผู้นำ เพื่อสร้างคนให้เกิดคุณภาพ และต้องใช้หลักการ ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ และใช้ข้อมูลเป็นฐานนำไปสู่การการพัฒนาชุมชนฐานราก
นอกจากนี้จะต้องใช้หลักการ ‘การระเบิดจากข้างใน’ เพื่อให้ชุมชนได้เตรียมความพร้อม เป็นเกราะป้องกันชุมชนจากทุนและวัฒนธรรมจากภายนอก และการใช้ ‘หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล โดยมีปัญญาและความรู้เป็นเงื่อนไขในการนำไปใช้อย่างผู้มีปัญญาควบคู่กับคุณธรรม จะทำให้ชุมชนมีภูมิคุ้มกัน เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งทางสหประชาชาติ (UN) ได้นำหลักการศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปใช้

นายสมชาติ ภาระสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวว่า ร่างนโยบายคณะกรรมการสถาบันฯ พ.ศ.2561-2563 มีที่มาจากหลายส่วน เช่น 1. การศึกษาข้อมูล รวบรวมวิเคราะห์ บริบทภายนอกที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนการพัฒนาที่ยั่งยืน นโยบายรัฐบาล แผนยุทธศาสตร์กระทรวง พม. ฯลฯ 2.วิเคราะห์ข้อมูลบริบทภายใน เช่น พ.ร.ฎ.สถาบันฯ พ.ศ.2543 แผนยุทธศาสตร์ประเด็นงานพัฒนาต่างๆ 3.การทบทวนและประเมินสภาพแวดล้อม ฯลฯ
ทั้งนี้สถาบันฯ มีวิสัยทัศน์ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) คือ ‘ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งเต็มพื้นที่ประเทศไทย’ และวิสัยทัศน์ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2560-2564) ‘ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งสู่การจัดการตนเอง’ โดยมียุทธศาสตร์คือ ‘องค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก พื้นที่เป็นตัวตั้ง’
ส่วนร่างนโยบายคณะกรรมการสถาบันฯ พ.ศ.2561-2563 มี 4 ด้านดังนี้ คือ 1.การเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนท้องถิ่น สู่รูปธรรมการจัดการตนเองอย่างมีคุณภาพ โดยสนับสนุนการพัฒนาและยกระดับพื้นที่ปฏิบัติการ เป็นพื้นที่รูปธรรมต้นแบบในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และขยายผลการพัฒนา ซึ่งจะนำไปสู่พลังการเปลี่ยนแปลงของชุมชนท้องถิ่นที่กว้างขวาง และเป็นการผลักดันเชิงนโยบาย โดยใช้กลไกและประเด็นงานในพื้นที่เป็นรูปธรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น และเชื่อมโยงให้เกิดการบูรณาการการพัฒนาเชิงพื้นที่
2.การผนึกพลังเครือข่ายภาคีพัฒนาความร่วมมือในลักษณะพหุภาคีอย่างบูรณาการ เป็นการจัดความสัมพันธ์การทำงานร่วมระหว่างขบวนองค์กรชุมชนและภาคีให้สอดรับกับแนวทางการพัฒนาที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งและขบวนองค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก โดยมีพื้นที่รูปธรรมเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการขับเคลื่อนงานระหว่างองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่และผลักดันสู่ระดับนโยบายสาธารณะ มีกลไกความร่วมมือของขบวนองค์กรชุมชนและภาคีที่เอื้อต่อการพัฒนา โดยองค์กรชุมชนเป็นแกนหลักภายใต้วิถีวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่น
3.การเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาแกนนำและขบวนองค์กรชุมชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น วางรากฐานการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง โดยพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถของคนทำงานในขบวนองค์กรชุมชนและผู้นำชุมชนท้องถิ่น พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถของขบวนองค์กรชุมชน ซึ่งเป็นกลไกและแกนสำคัญในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม ตามหลักธรรมาภิบาล และเท่าทันการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับองค์กรและชุมชนท้องถิ่น
4.การเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการองค์กรพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มีความทันสมัยและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลเพิ่มขึ้น ฯลฯ
การสัมมนาในวันแรก (วันที่ 18 ธันวาคม) มีการแบ่งกลุ่มย่อยออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้แต่ละกลุ่มได้อภิปราย เสนอความเห็น เพิ่มเติม หรือแก้ไขร่างนโยบายคณะกรรมการสถาบันฯ และกลไกการขับเคลื่อนงาน พ.ศ.2561-2564 ก่อนนำเสนอผลการประชุมให้ผู้แทนหน่วยงานภาคีได้ให้ข้อคิดเห็นต่อร่างนโยบายในวันที่ 19 ธันวาคมนี้




รายงานโดย งานสื่อสาร พอช.





