
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน/ สรุปการสัมมนา ‘นโยบายและกลไกการขับเคลื่อนนโยบายคณะกรรมการพอช.’ 3 ปี (พ.ศ.2561-2563) วันสุดท้าย เน้นยุทธศาสตร์การพัฒนา 4 ด้าน เป้าหมายสร้างความเข้มแข็งชุมชนท้องถิ่น-จัดการตนเองอย่างมีคุณภาพ โดยผู้เข้าร่วมสัมมนามีข้อเสนอแนะหลากหลาย เช่น การพัฒนาผู้นำโดยการจัดตั้งสถาบันพัฒนาผู้นำ ปรับปรุงการทำงานของ พอช.ให้กระชับ เอื้อต่อการทำงานของขบวนองค์กรชุมชน ฯลฯ
ระหว่างวันที่ 18-19 ธันวาคมนี้ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กรุงเทพฯ มีการสัมมนา ‘นโยบายและกลไกการขับเคลื่อนนโยบาย คณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน’ เพื่อนำร่างนโยบายคณะกรรมการสถาบันฯ พ.ศ.2561-2563 นำเสนอให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้พิจารณา ปรับปรุง เพิ่มเติมหรือแก้ไข เพื่อให้ร่างนโยบายดังกล่าวมีความสมบูรณ์ และเกิดการมีส่วนร่วมจากภาคีและเครือข่ายองค์กรชุมชนอย่างแท้จริง โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาจากคณะกรรมการสถาบันฯ และที่ปรึกษา ผู้บริหารสถาบันฯ และเจ้าหน้าที่ คณะอนุกรรมการประสานงานขบวนองค์กรชุมชน ผู้แทนภาคประชาสังคม และผู้แทนหน่วยงานภาคี เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมธนารักษ์ ธกส. กองทุนสิ่งแวดล้อม สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ ฯลฯ
โดยในวันแรก (18 ธันวาคม) เป็นการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาแต่ละกลุ่มได้นำเสนอความเห็นต่อร่างนโยบาย เพื่อปรับปรุง เพิ่มเติม หรือแก้ไข ส่วนในวันนี้ (19 ธันวาคม) เป็นการสัมมนาวันสุดท้าย โดยนำความเห็นจากการประชุมกลุ่มย่อยมาประมวล สังเคราะห์ และให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้แสดงความเห็นเพิ่มเติม เพื่อนำไปปรับปรุงร่างนโยบายให้มีความสมบูรณ์ต่อไป
ส่วนร่างนโยบายคณะกรรมการสถาบันฯ พ.ศ.2561-2563 มี 4 ด้านดังนี้ คือ ด้านที่ 1 การเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนท้องถิ่น สู่รูปธรรมการจัดการตนเองอย่างมีคุณภาพ ด้านที่ 2 การผนึกพลังเครือข่ายภาคีพัฒนาความร่วมมือในลักษณะพหุภาคีอย่างบูรณาการ ด้านที่ 3 การเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาแกนนำและขบวนองค์กรชุมชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ด้านที่ 4 การเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการองค์กรพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

นายสมชาติ ภาระสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวสรุปถึงร่างนโยบายทั้ง 4 ด้านที่ได้มีการเพิ่มเติมความเห็นจากที่สัมมนาดังนี้ นโยบายด้านที่ 1 เน้นการสร้างความเข้มแข็งท้องถิ่นอย่างมีคุณภาพ เน้นให้ระดับตำบลจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ SDG ขององค์การสหประชาชาติ ประเด็นเศรษฐกิจฐานรากต้องขับเคลื่อนให้ชัดเจนมากขึ้น การพัฒนาเน้นให้แก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินที่อยู่อาศัย โดยเน้นเรื่องที่ดิน การผนึกกำลังหน่วยงานภาคีกับภาคประชาสังคม และการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
นโยบายด้านที่ 2 การผนึกภาคีองค์กรพัฒนา โดยเฉพาะความร่วมมือเป็นเรื่องสำคัญ เป้าหมายสำคัญเน้นการทำงานพื้นที่ตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ต้องสร้างความร่วมมือโดยสร้างพื้นที่ความร่วมมืออย่างชัดเจน และการจัดทำแผนในระดับจังหวัด การเชื่อมโยงที่สุดแล้วจะไปอยู่ที่จังหวัดเป็นหลัก
นโยบายด้านที่ 3 การพัฒนาผู้นำมีความสำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนาให้ผู้นำมีธรรมาภิบาล ให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก เสนอให้มีการจัดตั้งสถาบันพัฒนาผู้นำ ควรมีการฟื้นหรือจัดให้เกิดกองทุนสวัสดิการผู้นำ การพัฒนาองค์กรชุมชนให้เกิดคุณภาพมากขึ้น ตามเจตนารมณ์ที่สำคัญของ พอช. นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชุมชนฐานรากให้มีความเข้มแข็ง
นโยบายด้านที่ 4 พอช.ต้องมีระบบธรรมาภิบาลชัดเจน และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ความเข้มแข็งของชุมชนต้องมีการพัฒนาคุณภาพตัวชี้วัดที่ชัดเจน ต้องตอบหน่วยงานอื่นได้ว่าความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนหรือสภาองค์กรชุมชนที่มีความเข้มแข็งเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้ พอช.จัดทีมวิชาการเพื่อสนับสนุนให้ชุมชนนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ให้มีการสื่อสารพื้นที่รูปธรรมจากชุมชนสู่สาธารณะมากขึ้น ปรับปรุงการทำงานของ พอช.ให้สั้นกระชับ แตกต่างจากราชการ รวมทั้งปรับปรุงระเบียบต่างๆ ที่ไม่เอื้อต่อการทำงาน ปรับวิธีคิดการทำงานให้ทันต่อสถานการณ์ และไม่ทำงานเฉพาะเป้าหมายหรือเฉพาะกิจกรรมของตนเอง ฯลฯ
นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ กรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เสนอความเห็นในประเด็นเครือข่ายองค์กรชุมชนและสภาองค์กรชุมชนว่า 1.สภาองค์กรชุมชนมีสถานะเป็น พ.ร.บ. จึงต้องทำให้ชัดเจนว่าขบวนองค์กรชุมชนและสภาองค์กรชุมชนให้เป็นเนื้อเดียวกัน โดยเสนอนโยบายสาธารณะในระดับตำบล จังหวัด และระดับชาติ 2.การสร้างกลไกความร่วมมือกับระหว่างประชาสังคมและภาคี เป้าหมายเพื่อสร้างพลังความเปลี่ยนแปลงเสริมสร้างทางนโยบาย 3.เรื่องการตลาด หรือการยกระดับเรื่องเศรษฐกิจฐานราก การนำเอาผลผลิตในชุมชนมาเชื่อมโยงกันในระดับที่ใหญ่ขึ้น เป็นการยกระดับตลาดขบวนองค์กรชุมชนทั้งประเทศ และต้องไปเชื่อมต่อกับเรื่องที่ดิน ที่อยู่อาศัยด้วย
“จากยุทธศาสตร์ 4 ด้านจะมีความเชื่อมโยงกันหมด ดังนั้นการทำงานเรื่องพื้นที่รูปธรรมต้องทำงานอย่างหนักจึงจะเกิดรูปธรรมขึ้นมา ทั้งเรื่องทรัพยากร เศรษฐกิจฐานราก สวัสดิการ ฯลฯ ต้องบูรณาการทั้งระดับตำบล จังหวัด ระดับภาค และต้องเชื่อมโยงกับภาคีทุกระดับด้วย นอกจากนี้ต้องทำข้อมูล องค์ความรู้ และจัดทำข้อเสนอต่อนักวิชาการ หน่วยงานทั้งหมดได้ ซึ่งการจัดทำเรื่องข้อมูลเป็นเรื่องใหญ่ เพราะจะเป็นฐานนำไปสู่การขยายผล และสามารถสื่อสารไปสู่สาธารณะไปได้ แต่ที่ผ่านมา พอช. ยังมีจุดอ่อนเรื่องการสื่อสารสาธารณะ” นายชัชวาลย์เสนอความเห็น
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ที่ปรึกษาสถาบันฯ แสดงความคิดเห็น มีใจความสำคัญตอนหนึ่งกล่าวถึงบทบาทของสภาองค์กรชุมชนในระยะต่อไปว่า สภาองค์กรชุมชนต้องเป็นเวทีกลางของท้องถิ่น เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เอาทุกฝ่ายเข้ามาร่วม ทั้งหน่วยงานรัฐ ประชาสังคม นักวิชาการ โดยสภาองค์กรชุมชนเป็นเจ้าของบ้าน ใช้เวทีสภาฯ เป็นเวทีการทูต เอาทุกเรื่องมาคุยกัน ทั้งประเด็นร้อนและประเด็นเย็น เช่น เรื่องสวัสดิการ เรื่องที่ดิน ฯลฯ
“ต่อไปอาจจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการสภาฯ จังหวัดขึ้นมา เพื่อเป็นกลไกกลาง มีภาคประชาสังคม นักวิชาการ มหาวิทยาลัย หน่วยงานต่างๆ เข้ามาเป็นที่ปรึกษา เพื่อให้มีความยืดหยุ่นและหลากหลาย มีข้อมูล มีตัวชี้วัด มีรายงานผลการดำเนินการ ซึ่งหากทำแบบนี้ก็ได้ ก็จะทำให้สภาฯ มีความเข้มข้นและหนักแน่นขึ้น” ที่ปรึกษา พอช.กล่าว
นอกจากนี้นางสาวสมสุขยังให้ความเห็นเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการองค์กรของ พอช.ว่าพอช.ต้องเกื้อหนุนความเข้มแข็งของขบวนองค์กรชุมชน โดยหนุนเสริมให้ชุมชน จังหวัดจัดการเองได้ เพราะปัจจุบันเจ้าหน้าที่มีน้อย แต่ทำงานหนัก หากจะเพิ่มเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศก็คงไม่พอ ตัวอย่างเช่น กรณีโครงการบ้านมั่นคง เมื่ออนุมัติงบประมาณแล้ว หากเจ้าหน้าที่ไม่ลงไปติดตามงานก็จะไม่เดิน ทั้งที่ชาวบ้านควรดำเนินการเองได้หมดแล้ว ดังนั้นกลไกการเชื่อมโยงในพื้นที่ต้องสนับสนุนให้ชาวบ้านดำเนินการได้ และต้องคิดวิธีการใหม่เพื่อให้องค์กรชุมชนทำเองมากที่สุด
นายสมชาติ ภาระสุวรรณ กล่าวในตอนท้ายว่า ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมดจากการสัมมนาครั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการจะนำมาเรียบเรียงเพื่อนำมาปรับปรุงเป็นนโยบายฯ และจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสถาบันฯในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ จากนั้นจะมีคณะกรรมการช่วยกันเรียงเรียบและตรวจสอบอีกครั้งเพื่อให้นโยบายมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมทั้งจะมีการจัดสัมมนาก่อนนำนโยบายการขับเคลื่อนงานของคณะกรรมการสถาบันฯ ระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ.2561-2563) ไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

รายงานโดยงานสื่อสาร พอช./สำนักยุทธศาสตร์และเชื่อมโยงขบวนชุมชน





