playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

S__36708450_resize.jpg

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ / ผอ.พอช.ชี้แจงบ้านมั่นคงคลองลาดพร้าวทำให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  เปลี่ยนจากผู้บุกเป็นผู้เช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์อย่างถูกกฎหมาย  ระยะเวลาเช่าช่วงแรก 30 ปี  และสามารถเช่าต่อได้อีก  ยืนยันโครงการไม่ทำให้ชุมชนล่มสลาย  เพราะสามารถอยู่ในชุมชนเดิมได้  ส่วนชุมชนที่ไม่มีพื้นที่เพียงพอสามารถรวมกลุ่มกันหาซื้อที่ดินและสร้างบ้านใหม่ในราคาที่ถูกกว่าทวาน์เฮ้าส์ทั่วไปกว่า 2   เท่าตัว  เผยขณะนี้สร้างบ้านเสร็จไปแล้ว 18   ชุมชน  รวม 1,047  ครัวเรือน  ด้านกองอำนวยการร่วมพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวฯ แจงจะดำเนินคดีเฉพาะแกนนำที่คัดค้านและเจ้าของบ้านเช่าที่เสียประโยชน์  เพราะทำให้การสร้างเขื่อนระบายน้ำ กทม.ล่าช้า

ตามที่นายศรีสุวรรณ  จรรยา  นายกสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย  นำตัวแทนนักกฎหมายและตัวแทนชาวชุมชนริมคลองต่างๆ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  เมื่อวันที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา  โดยให้ตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการบ้านมั่นคง  โดยอ้างว่าชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน  เนื่องจากถูกกรมธนารักษ์แจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้านที่สร้างบ้านบุกรุกที่ดินริมคลองซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ  ซึ่งเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชน  ทำให้ชุมชนล่มสลาย  นอกจากนี้ยังทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้จากการเข้าร่วมโรงการบ้านมั่นคง  เพราะต้องกู้ยืมเงินจากธนาคารไม่ต่ำกว่าหลังละ 500,000 บาท   และยังเป็นการเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์  อายุการเช่า  30 ปีนั้น  

somchat1_resize.jpg

วันนี้ (29 ธันวาคม) นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’  ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีโครงการบ้านมั่นคงว่า  โครงการบ้านมั่นคงริมคลองเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำของรัฐบาล   โดยรัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะขึ้นมาในปี 2558  มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นประธาน

โครงการดังกล่าวในช่วงแรก (พ.ศ.2559-2562) ประกอบด้วย  การก่อสร้างเขื่อนคอนกรีต ค.ส.ล. และประตูระบายน้ำในคลองลาดพร้าว (คลองบางบัว-คลองถนน-คลองสอง) และคลองบางซื่อ  ระยะทางทั้งสองฝั่งประมาณ 45  กิโลเมตร  จากอุโมงค์เขื่อนยักษ์พระราม 9 เขตวังทองหลาง ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้ เขตสายไหม เพื่อระบายน้ำเข้าสู่อุโมงค์พระราม 9 และอุโมงค์บางซื่อ ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและลงทะเลต่อไป  ซึ่งขณะนี้โครงการอยู่ในระหว่างดำเนินการตอกเสาเข็มเพื่อก่อสร้างเขื่อน   โดยมีสำนักการระบายน้ำ  กทม.ดูแลโครงการ (บริษัทริเวอร์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ประมูลงานได้  วงเงิน 1,645 ล้านบาท)

S__36708445_resize.jpg

ขณะที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จัดทำแผนงานรองรับที่อยู่อาศัยของประชาที่จะต้องถูกรื้อย้าย เนื่องจาก พอช.มีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยทั้งในเมืองและชนบท ในรูปแบบ ‘บ้านมั่นคง’ มาตั้งแต่ปี 2546  รวมทั้งได้แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในชุมชนริมคลองบางบัว เขตบางเขน (คลองลาดพร้าว) มาก่อนหน้านี้แล้ว

นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมสนับสนุน รวม 8 หน่วยงาน  เช่น  กรมธนารักษ์ ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลที่ดินราชพัสดุริมคลองที่มีประชาชนบุกรุกเข้าไปสร้างบ้านเรือน โดยกรมธนารักษ์จะให้ชาวบ้านเช่าที่ดินในระยะยาวและราคาถูก  เปลี่ยนจากผู้บุกรุกเป็นผู้เช่าอย่างถูกกฎหมาย, กรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนให้ชุมชนจัดตั้งเป็นสหกรณ์เคหสถาน เพื่อให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล สามารถทำนิติกรรมต่างๆ และบริหารจัดการที่อยู่อาศัย (คล้ายกับนิติบุคคลบ้านจัดสรร) คสช. และตำรวจ ในฐานะหน่วยงานด้านความมั่นคง  รวมทั้งสำนักงานเขตของกรุงเทพมหานครในพื้นที่ที่ดำเนินโครงการ

“โครงการบ้านมั่นคงมีหลักการสำคัญ  คือ  1.ชุมชนที่มีพื้นที่เหลือจากการก่อสร้างเขื่อนฯ และสามารถอยู่อาศัยในที่ดินเดิมได้  ชาวบ้านจะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนเพื่อปรับผังชุมชนและก่อสร้างบ้านใหม่  เพราะที่ดินในชุมชนริมคลองมีจำกัด  บ้านที่มีขนาดใหญ่จะต้องเสียสละ  เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่อาศัยในที่ดินเดิมได้  และจะได้บ้านขนาดเท่ากัน  2.ชุมชนที่ไม่สามารถอยู่อาศัยในที่ดินเดิมได้  อาจจะรวมตัวกันไปซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างบ้านใหม่  และ 3.เข้าอยู่ในโครงการของการเคหะแห่งชาติที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว  เช่น  บ้านเอื้ออาทร  ซึ่งทั้ง 3 แนวทางนี้  พอช.จะมีงบสนับสนุนการก่อสร้างบ้านและให้สินเชื่อในการสร้างบ้านและซื้อที่ดิน”  ผอ.พอช.ชี้แจง

ผอ.พอช.กล่าวต่อไปว่า  โครงการบ้านมั่นคงไม่ได้ทำให้ชุมชนริมคลองล่มสลายแต่อย่างใด  เพราะชุมชนส่วนใหญ่เมื่อรื้อบ้านออกจากแนวเขื่อนแล้ว  ยังสามารถอยู่ในชุมชนเดิมได้  โดยเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ประมาณตารางวาละ 1.50 - 2 บาทต่อเดือน  ระยะเวลาเช่าช่วงแรก  30 ปี  และสามารถต่อสัญญาเช่าได้อีก 30 ปี  โดยขณะนี้สร้างบ้านเสร็จไปแล้ว18 ชุมชน   รวม  1,047  ครัวเรือน    นอกจากยังมีชุมชนที่ย้ายไปซื้อที่ดินใหม่ในเขตสายไหมและคลองสามวา  จำนวน   5  แปลง  รวม  1,138 ครัวเรือน  ซึ่งชุมชนที่ซื้อที่ดินและสร้างบ้านใหม่จะได้กรรมสิทธิ์เป็นของตนเอง   และชุมชนที่ย้ายไปอยู่โครงการบ้านเอื้ออาทรสายไหม  2 ชุมชน  รวม  30 ครัวเรือน  ส่วนที่เหลืออยู่ในระหว่างการดำเนินการ  โดยมีเป้าหมายทั้งหมด 52 ชุมชน  จำนวน 7,081 ครัวเรือน   

ทั้งนี้ พอช.สนับสนุนงบพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้แก่ชาวบ้านครัวเรือนละ  50,000   บาท  งบอุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยครัวเรือนละ 25,000 บาท  งบแบ่งเบาผู้ได้รับผลกระทบครัวเรือนละ 72,000   บาท   นอกจากนี้ยังสนับสนุนสินเชื่อครัวเรือนละ 360,000 บาท  ผ่อนชำระคืนภายใน 20 ปี  อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี  ส่วนแบบบ้านมีทั้งบ้านแถวชั้นเดียว  และบ้านแถวสองชั้น  ขนาดประมาณ 4 x 6 ตารางเมตร และ 4x7  ตารางเมตร  ราคาบ้านตั้งแต่ 180,000 บาท (บ้านชั้นเดียว)  จนถึง 450,000   บาท (บ้านสองชั้นในที่ดินใหม่)  ขณะที่ราคาบ้านทาวน์เฮ้าส์ขนาด 2 ชั้นในกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีราคาไม่ต่ำกว่า 1.5   ล้านบาท

“โครงการบ้านมั่นคงทำให้ชาวบ้านได้มีที่อยู่อาศัยใหม่ที่มั่นคง  เปลี่ยนจากผู้บุกรุกเป็นผู้เช่าอย่างถูกกฎหมาย  และรัฐบาลก็สามารถสร้างเขื่อนระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมได้    ส่วนชาวชุมชนก็สามารถเลือกได้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน  เช่น  รวมกลุ่มกันไปซื้อที่ดินแปลงใหม่  เพื่อสร้างบ้านอยู่ร่วมกัน  จึงไม่ได้ทำให้ชุมชนล่มสลายแต่อย่างใด  นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเข้าไปสนับสนุนชาวชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต  เช่น  สนับสนุนเรื่องอาชีพเสริมเพื่อให้มีรายได้  ส่งเสริมเรื่องกิจกรรมเด็ก  เยาวชน สตรี  และผู้สูงอายุ  รวมถึงการพัฒนาสิ่งแวดล้อมริมคลอง  เพื่อให้ลำคลองใสสะอาด  และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำได้” นายสมชาติกล่าวในตอนท้าย

ส่วนกรณีกรมธนารักษ์ในฐานะเจ้าของที่ดินราชพัสดุได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ชาวชุมชนริมคลองตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9  โดยการเข้าไปยึดถือครองที่ดินของรัฐ  ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน  เช่น  ที่ริมตลิ่ง  ทางน้ำ  คลอง  ฯลฯ  ซึ่งมีโทษตามกฎหมายที่ดินและกฎหมายอาญา  มีอัตราโทษจำคุก  3 -  5 ปี  โดยที่ผ่านมากรมธนารักษ์แจ้งความร้องทุกข์ไปแล้วประมาณ  70 ราย  สน.สายไหม  1 ราย, สน.พหลโยธิน 12 ราย,  สน.บางเขน 23 ราย  สน.ดอนเมือง 9 ราย,  สน.วังทองหลาง 4 ราย  สน.ห้วยขวาง 1 ราย    สน.ทุ่งสองห้อง 7 ราย  ฯลฯ  ผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาส่วนใหญ่เป็นเจ้าของบ้านเช่าในชุมชนริมคลอง  ประมาณ 30 ราย  เป็นแกนนำชุมชนที่คัดค้านโครงการประมาณ 15 ราย  ส่วนที่เหลือเป็นเจ้าของบ้านที่ขัดขวางไม่ยอมรื้อย้ายบ้านและไม่ร่วมโครงการ  เช่น  ชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธา  เขตดอนเมือง, ชุมชนสะพานไม้ 2 เขต  หลักสี่  ฯลฯ

ทั้งนี้มีรายงานข่าวจากคณะทำงานกองอำนวยการร่วมพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวและริมฝั่งเจ้าพระยา  ซึ่งมี พล.ต.ต.สมพงษ์  ชิงดวง  รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล  ในฐานะรองผู้อำนวยการฯ  ชี้แจ้งว่า  การดำเนินคดีกับชาวชุมชนจะเน้นที่กลุ่มแกนนำที่คัดค้านและกลุ่มเจ้าของบ้านเช่าที่เสียผลประโยชน์  เนื่องจากทำให้โครงการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำของ กทม.ล่าช้า  ไม่เป็นไปตามแผนงาน  แต่หากผู้ที่ถูกแจ้งความให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะหาทางผ่อนปรนช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน  สำหรับผู้ที่ขาดเจตนาหรืออยู่อาศัยมานานตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ 

“ส่วนผู้ที่รู้ตัวเองว่าไม่มีเอกสารสิทธิ  แต่มีเจตนาจะดื้อดึง  ขัดขวางการพัฒนาคลอง  กรมธนารักษ์ในฐานะเป็นผู้เสียหายจึงต้องแจ้งความดำเนินคดี  โดยเฉพาะพวกนายทุน  เจ้าของห้องเช่า เก็บเงินค่าเช่าเดือนละ 2-3 พันบาทต่อเดือน  มีห้องเช่าเป็นสิบห้อง  พวกบ้านใหญ่ไม่ยอมรื้อย้าย  พวกนี้จะต้องดำเนินคดีโดยเร็ว  สำหรับแกนนำหรือผู้ที่หวังผลประโยชน์ทางการเมืองและไปให้ข้อมูลที่ผิดๆ กับประชาชน  หรือยุงยงให้ประชาชนคัดค้านหรือไม่ยอมเข้าร่วมโครงการ  เจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่  หากมีความผิดก็จะพิจารณาดำเนินคดีต่อไป  แต่หากเป็นการให้คำแนะนำตามมนุษยธรรมก็สามารถทำได้”  รองผู้อำนวยการฯ กล่าว

S__36708451_resize.jpg

Home_security_resize.jpgHome_security_2_resize.jpg

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter