บทความโดย สุภาภรณ์ กลัดสุข นักสื่อสารจัดการความรู้จังหวัดชัยนาท

บางขุด เป็นตำบลเล็กๆ ตำบลหนึ่งในอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท มี 12 หมู่บ้าน 2,345 ครัวเรือน มีประชากรทั้งหมด 7,241 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม ได้แก่ ทำนา ทำสวนผลไม้ (มะม่วง มะนาว ส้มโอ ฯลฯ)
กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบางขุด เริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2550 ได้จดทะเบียนรับรององค์กรโดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โดยเริ่มจากการนำของคณะกรรมการพัฒนาสตรีตำบลบางขุด เป็นแกนนำรวมกลุ่มกันทำงานพัฒนาชุมชนในตำบลให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ดร.จรรยา กลัดล้อม ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบางขุด กล่าวว่า “เห็นชุมชนอื่นมีสวัสดิการแล้วอยากมีเหมือนเขาบ้าง เพื่อที่จะให้ลูกหลานในชุมชนไม่ต้องลำบาก มีสวัสดิการดูแลตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต”
จากแนวคิดดังกล่าว ทำให้คณะกรรมการพัฒนาสตรีตำบลบางขุด ร่วมแรงร่วมใจกันก่อตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบางขุดขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือ เกื้อกูล ดูแลซึ่งกันและกันของชาวบ้านตำบลบางขุดทั้ง 12 หมู่บ้าน ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบางขุด มีสมาชิกทั้งหมด 2,086 คน ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน มีเงินกองทุนฯจำนวน 6,201,650.22 บาท และมีวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรในการขับเคลื่อนการจัดสวัสดิการชุมชน เพื่อนำไปสู่สังคมจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างโอกาสให้กับประชาชนเพื่อให้เข้าถึงสวัสดิการชุมชนได้อย่างทั่วถึง ให้ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ได้รับสวัสดิการตามความจำเป็นขั้นพื้นฐานอย่างถ้วนหน้า เสมอภาค เป็นธรรม และมีการบูรณาการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
กระบวนการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาของชุมชน


การขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนตำบลคลองขุด ได้มีการประชุมบูรณาการทำงานร่วมกัน ระหว่างสภาองค์กรชุมชนและกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อคิด วิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และรับผลประโยชน์ร่วมกัน ภายใต้แผนการขับเคลื่อนงานเดียวกัน การประชุมแต่ละครั้งเรียกว่า “เวทีถาดร่วมระดับตำบล” ซึ่งได้มีการวิเคราะห์ศักยภาพชุมชน 2 ส่วน คือ 1) การวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนโดยการจัดเวทีวิเคราะห์ระดับหมู่บ้าน 2) การวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนจากข้อมูลของหมู่บ้านตำบล ข้อมูลด้านสังคม เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ เช่น เรื่องอาชีพ กลุ่มอาชีพต่างๆ สถาบันการเงิน หนี้สิน พื้นที่การเกษตร ฯลฯ ข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แหล่งน้ำ พื้นที่สีเขียว เพื่อให้เกิดระบบฐานข้อมูลสำหรับนำมาจัดทำแผนชุมชนระดับหมู่บ้านและระดับตำบล จากนั้นนำแผนชุมชนที่ได้ไปประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องมาแก้ไขปัญหาร่วมกัน
จากการวิเคราะห์ข้อมูลนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของชุมชน
โรงเรียนแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนตำบลบางขุด จัดตั้งเมื่อปี 2559 เกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลของแต่ละหมู่บ้าน ทำให้เห็นปัญหาที่สำคัญของคนตำบลบางขุด คือ เรื่องหนี้สิน ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา แต่มีหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือนละไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท และจากการวิเคราะห์ข้อมูลประชาชนที่เป็นหนี้ คือ เกษตรกร หรือชาวนาที่มีรายได้น้อยอยู่แล้ว กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบางขุด ศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนบางขุด (ศอช.ต.) สภาองค์การชุมชน และเทศบาลตำบลบางขุดจึงได้ร่วมกันประชุม เพื่อจัดทำแผนพัฒนาชุมชนและหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน
ในการดำเนินงานครั้งแรก ใช้เงินเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา โดยการใช้ทุนที่มีอยู่ภายในตำบล คือ เงินของกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบางขุด ให้ยืมไปใช้หนี้ เพื่อให้เป็นหนี้ที่เดียว ต่อมามีการติดตามประเมินผลพบว่า เงินที่ให้ยืมไปนั้นเป็นแค่นำไปเปลี่ยนหนี้ที่มีอยู่ แต่ไม่สามารถทำให้เขาลดหนี้ได้เลย การใช้เงินเป็นเครื่องมือนั้นถือว่า ล้มเหลว
จากบทเรียนผลการดำเนินงานดังกล่าว กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบางขุด ศอช.ต.บางขุด สภาองค์กรชุมชนและเทศบาลตำบลบางขุด จึงได้ประชุมหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน ถึงวิธีการและกระบวนที่จะทำให้ประชาชนมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติการดำเนินชีวิตของตนเองได้ จึงจัดตั้งโรงเรียนแก้หนี้สินภาคประชาชนตำบลบางขุดขึ้น ครั้งแรกมีผู้เข้าร่วม 80 คน โดยได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจากสำนักพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชัยนาท สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดชัยนาท และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ซึ่งได้มีการจัดทำหลักสูตรถ่ายทอดองค์ความรู้ อาทิ การใช้หลักพระพุทธศาสนา คือ หลักอริยะสัจ 4 ทุกข์ สมทัย นิโรธ มรรคเป็นแนวทางในการทำงาน ส่งเสริมผู้ที่เข้าเรียนให้ใช้บัญชีครัวเรือนในการบันทึกรายรับ-รายจ่าย ทำให้เกิดการวิเคราะห์ตนเอง วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและรายรับว่ามีมากน้อยเพียงใดและจะมีวิธีการลดค่าใช้จ่ายได้อย่างไร

นางสุชีพ กลิ่นนวม สมาชิกโรงเรียนแก้หนี้ฯ ตำบลบางขุด กล่าวว่า ได้เข้ามาเรียนตั้งแต่เริ่มจัดตั้งปี 2559 ตอนแรกคณะกรรมการชวน เพราะว่าตัวเองมีหนี้สินมากจากการทำนาขาดทุน เนื่องจากผลผลิตราคาตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง และจากภัยธรรมชาติฝนแล้ง น้ำท่วม จึงได้เข้ามาเรียนเพราะอยากหมดหนี้ ตอนเข้ามาเรียนนั้น อาจารย์ผู้สอนให้มีการค้นหาสาเหตุของการเป็นหนี้ มีการทบทวนตัวเอง และมีการปรับทัศนคติวิธีคิดในการใช้จ่าย ทำบัญชีครัวเรือนเพื่อให้รู้ตัวเองและวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้พ้นทุกข์ เรียนทุกเดือน การมาเรียนแต่ละครั้งจะหิ้วปิ่นโตข้าวมากินร่วมกัน ในวงกินข้าวก็มีการวิเคราะห์อาหารที่ทุกคนเอามากินร่วมกัน พบว่า อาหารที่นำมากินร่วมกันนั้นจะมีเมนูอาหารประเภทไข่ เช่น ไข่ต้ม ไข่ดาว ไข่เจียว ผัดผักใส่ไข่ ไข่พะโล้ เป็นต้น และอาหารประเภทผัก เช่น ผักต้ม ผัดผัก แกงส้ม เป็นต้น ทั้งไข่และผัก ซื้อมาจากร้านค้าทั้งนั้น
จึงได้มีกิจกรรมลดรายจ่ายโดยการเลี้ยงไก่ไข่ ปลูกผักไว้กินเอง กิจกรรมที่ทำแผนการพัฒนาอาชีพ เสนอหน่วยงานตามความต้องการของผู้เข้าเรียน คือ การเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ การเลี้ยงแพะเนื้อ เป็นต้น ผลจากการได้เข้าเรียนโรงเรียนแก้ไขปัญหาหนี้สินตำบลบางขุด ทำให้มีอาชีพเพิ่มขึ้นและสามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนได้เดือนละ 2,000 บาท มีรายได้เพิ่มจากขายไข่ไก่และขายผักที่เหลือจากบริโภคในครัวเรือน เดือนละ 1,000 – 1,500 บาท และมีรายได้จากการเลี้ยงแพะเนื้อ ทำให้มีเงินเก็บเพื่อที่จะนำไปใช้หนี้ได้ จากเดิมมองไม่มีหนทางที่จะหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ นอกจากการขายที่นาที่เหลืออยู่เพื่อการใช้หนี้ได้เท่านั้น




จาก “ความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ ความร่วมมือร่วมใจ” ในการแก้ไขปัญหาร่วมกันของคนตำบลบางขุด สู่การพัฒนาตนเองให้เข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้แล้วขยายสู่ส่วนอื่นๆ เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยประชาชนในชุมชนเป็นผู้ร่วมคิดร่วมทำ ร่วมรับผลประโยชน์ สามารถแก้ปัญหาอย่างมีส่วนร่วมให้กับคนในชุมชนมีรากฐานชีวิตที่มั่นคงและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สอดคล้องกับแนวทางของกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทั่วประเทศ “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี”
ผู้ประสานงาน : ดร.จรรยา กลัดล้อม
ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบางขุด อำเภอสรรคบุรี
จังหวัดชัยนาท เบอร์โทรศัพท์ 086-795-0935





