
ระหว่างวันที่ 14 – 15 พฤษภาคม 2562 ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ชั้น 1 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตก ร่วมกับสำนักงานภาคกลางและตะวันตก และสำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคกลาง จัดเวทีอบรมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนยุทธศาสตร์จังหวัด/กลุ่มจังหวัด โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย ขบวนจังหวัดภาคกลางตอนบน คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด สำนักงานจังหวัด จาก 8 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้บางจังหวัดยังมีผู้แทนจากสำนักงานปฏิรูปที่ดิน มหาวิทยาลัยราชภัฏ และภาคประชาสังคมเข้าร่วม
นายปฏิภาณ จุมผา ผู้อำนวยการสำนักงานภาคกลางและตะวันตก กล่าวว่าการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ขบวนองค์กรชุมชนและหน่วยงานเกี่ยวกับการพัฒนาภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ให้สอดรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายใต้แผนการปฏิรูป อีกทั้งเป็นการเรียนรู้แนวทางการแปลงแผนพัฒนาดังกล่าวสู่การจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด และแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด เพื่อจัดทำแผนงานและโครงการพัฒนาที่สอดคล้องและเป็นไปตามหลักวิชาการ
“ที่ผ่านมาพอเราทำเป็นแผนพัฒนาภาคประชาชนเพื่อเป็นเครื่องมือในการพูดคุยกับเทศบาล อบต. อบจ. และผู้ว่าราชการจังหวัด มีหลายจังหวัดที่ได้บรรจุเป็นนโยบายแผนระยะสั้น ระยะยาว แต่ที่มักพบ คือ การจัดทำแผนพัฒนาเสนอหน่วยงานท้องถิ่น เป็นเพียงกิจกรรมไม่ใช่แผนพัฒนาเชิงนโยบาย จึงถูกตั้งคำถามว่าแผนพัฒนาที่ประชาชนทำไม่ถูกหลักการ ไม่เป็นวิชาการที่หน่วยงานรัฐยอมรับได้ ทำให้แผนของภาคประชาชนไม่ได้รับการบรรจุในแผนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ แต่รัฐบาลยอมรับการทำงานของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบ้านมั่นคง เศรษฐกิจและทุนชุมชน โดยมีสภาองค์กรชุมชนเป็นตัวเชื่อมให้เกิดการเรียนรู้และการจัดทำแผนพัฒนา เราจึงได้จัดเวทีวันนี้ขึ้นมา เนื่องจากภาคประชาชนได้เคลื่อนการปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในระดับตำบล จังหวัด และจะมีการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค และประเทศ โดยมี พมจ. หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดมาช่วยเสริม ประคับประคองเป็นเพื่อนร่วมทางของพี่น้องภาคประชาชน โดยใช้แผนประชาชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ชุมชนท้องถิ่นลุกขึ้นมาจัดการตนเอง” ผู้อำนวยการภาคกลางและตะวันตกกล่าว

ในการปฏิบัติการดังกล่าวได้มีการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการจัดทำแผนยุทธศาสตร์จังหวัด/กลุ่มจังหวัด โดยนายสมหมาย ภักดีชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคกลาง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีประเด็นสำคัญในการบรรยาย ประกอบด้วย 1) ทำความเข้าใจกับหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติตามที่ ก.บ.ภ.กำหนด ในเบื้องต้นได้มีการให้ข้อมูลสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย ข้อมูลแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาฯ ฉบับ 12 แผนการปฏิรูปประเทศ 2) รายละเอียดและวิธีการเขียนแผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด และโครงการ 3) แผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศตามภูมิภาคต่างๆ ทั้งนี้ ในส่วนของภาคกลางตอนบนมีการจัดแบ่งออกเป็น 6 จังหวัด ประกอบด้วย ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา
ต่อจากนั้นเป็นการแบ่งกลุ่มย่อยรายจังหวัด เพื่อทบทวนและปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์จังหวัด (ภาคประชาชน) ให้ถูกต้องตามหลักการ โดยการเปรียบเทียบให้เห็นถึงทฤษฏีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์จังหวัด (ภาครัฐ) และจัดทำยกร่างโครงการ/กิจกรรมที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัด (ภาครัฐ) โดยมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคกลางเข้าร่วมทุกกลุ่ม เพื่อให้ความรู้ และคำแนะนำ




จากการนำเสนอผลการทบทวนและปรับปรุงแผนพัฒนาจังหวัดโดยภาคประชาชนดังกล่าว ได้มีข้อคิดเห็นจากทีมสำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคกลางว่า โดยภาพรวมมีความถูกต้องตามหลักวิชาการมากขึ้น แต่ต้องไปปรับแก้เนื้อหาบางส่วนให้มีความชัดเจน ในมิติที่มององค์กรชุมชน ต้องดูพื้นฐานข้อมูลที่มีองค์ประกอบครอบคลุมมิติการพัฒนาทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มุ่งที่จะแก้ไขปัญหาสำคัญๆ สุดท้ายสามารถที่จะสอดรับกับยุทธศาสตร์จังหวัดของภาคประชาชนได้ พร้อมชื่นชมขบวนองค์กรชุมชนว่าสามารถทำได้ดี แม้ว่าจะอาจขาดหลักการบ้างเล็กน้อย แต่สามารถนำกลับไปคิดต่อถึงแผนงานโครงการที่สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์จังหวัด (ภาครัฐ) ได้ ซึ่งต้องเจาะลึกให้ตรงประเด็นจากข้อมูลพื้นฐานที่สามารถเปรียบเทียบและวัดค่าได้ มองภาพที่กว้างขึ้นในการเชื่อมโยงกับมิติยุทธศาสตร์จังหวัดของภาครัฐ โดยการเสนอโครงการหรือแผนงานควรเป็นปัญหาสำคัญที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน และเป็นเรื่องใหม่ที่จังหวัดหรือหน่วยงานยังไม่เคยทำ ไม่ควรลอกเลียนข้อมูลเดิมที่จังหวัดมีอยู่แล้ว


“การทำข้อมูล เราอย่าพยายามไปลอกเลียนของจังหวัดมา จังหวัดเองก็ต้องการข้อมูลที่เขาไม่มี เราต้องนำเข้าข้อมูลจากองค์ความรู้ ปราชญ์ชาวบ้าน ที่หน่วยงานไม่รู้ สามารถนำมาเติมเต็มข้อมูลของเรา และทางราชการสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ สิ่งที่ต้องคิด คือ เราต้องการทำอะไร จะไปเสนอขายอะไรกับหน่วยราชการ ที่เขาเห็นแล้วต้องตื่นเต้น อยากนำไปทำ อยากนำไปใช้ประโยชน์ จุดอ่อน คือ วิสัยทัศน์เรายังไม่ท้าทาย ต้องคิดการใหญ่ และคิดให้สัมพันธ์กับยุทธศาสตร์ ทักษะในการวิเคราะห์ วิจารณ์ ต้องดูแผนของจังหวัดด้วยว่าเขาขาดอะไร เราต้องทำในสิ่งที่เขาไม่มี ทำอะไรก็ได้ที่เขาไม่รู้ ยังไงก็ขายได้ จริงๆ คือการยกระดับวิสัยทัศน์ ชุมชนไหนที่ทำสำเร็จเก็บมาเป็นบทเรียน สิ่งที่ทำให้เห็นความแตกต่างได้คือการแก้ไขปัญหาจากภายในชุมชนด้วยตนเอง เราต้องสร้างอัตตลักษณ์ คือสร้างความแตกต่างที่หน่วยงานรัฐต้องการ การผลักดันประเด็นปัญหาให้ตรงจุดจริงๆ คือการแก้ไขจุดอ่อนของเรานั่นเอง เราคือผู้นำการเปลี่ยนแปลง อยากให้กลับไปทบทวนกระบวนการทุกๆขั้นตอนทุกๆมิติ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรในอนาคต ขยายผลการมีส่วนร่วม และยึดโยงกับทางยุทธศาสตร์จังหวัด (ภาครัฐ) ให้ได้ ทำสำเร็จแล้วนำมาทบทวนและขยายผล ไม่ซ้ำซ้อน มีความแปลกใหม่ และมีความแตกต่าง” ผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมภาคกลางกล่าว
ทั้งนี้ ขบวนองค์กรชุมชน จะต้องมีการเตรียมพร้อม เนื่องจากโดยทั่วไปแผนจังหวัดของภาครัฐจะมีการทบทวนทุกปี หากภาคประชาชนมีแผนที่ชัดเจน จะสามารถเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาจังหวัดได้ และนอกจากจังหวัดแล้วยังสามารถเชื่อมโยงแผนงานหรือโครงการของภาคประชาชนกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เป็นต้น
ภาพ/ข่าว : มานพ สิงห์ดวง
นักสื่อสารจัดการความรู้ภาคกลางและตะวันตก





