playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

ตำบลนาทราย อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตรโดยทำนาข้าวไว้บริโภคเป็นหลักรองลงมาคือทำสวนผลไม้และเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพเสริม

nasai

ส่วนใหญ่ในพื้นที่ตำบลนาทราย มีแหล่งจับปลาธรรมชาติมากในบริเวณบ่อดิน บ่อทรายร้างการผลิตเกษตรกรในตำบลนาทรายได้นำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ในการผลิตตลอดเวลานับตั้งแต่พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ปุ๋ยและสารเคมีการเกษตรและเครื่องทุ่นแรงเช่นรถไถเครื่องตัดหญ้าและอื่นๆทำให้ต้นทุนสูงและเสี่ยงต่อการขาดทุนในภาวะราคาผลผลิตตกต่ำการผลิตนอกภาคเกษตรมีการรวมกลุ่มจักสานย่านลิเภาเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์การตลาดโดยทั่วไปตลาดพืชผลสินค้าเกษตรของตำบลนาทรายยังคงอยู่ในมือของพ่อค้าคนกลางและต่างถิ่นเข้ามาซื้อไปขายอีกทอดหนึ่งมีพ่อค้าทั้งในและต่างจังหวัดเข้าไปรับซื้อผลผลิตและเป็นฝายตั้งราคาผลผลิตเหล่านั้นในอดีตการรวมกลุ่มเพื่อดำเนินการด้านการตลาดของเกษตรกรในตำบลนาทรายค่อนข้างจำกัดส่วนใหญ่กลุ่มที่มีอยู่เป็นการรวมกลุ่มเพื่อรับการถ่ายทอดความรู้เพื่อทำการผลิต

nasai1.png

ขบวนองค์กรชุมชนในตำบลนาทราย ก่อตัวตั้งแต่ ครั้ง นายประยงค์ รณรงค์ ก่อตั้งเครือข่ายสภาผู้นำจนกระทั้ง ปี 2546 มีการเชื่อมประสานกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. คือโครงการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นโดยมีงบประมาณมาสนับสนุนการทำกิจกรรมครั้งนี้ จำนวน  280,000 บาท จึงได้ออกแบบกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นได้แก่กิจกรรมสร้างครัวเรือนต้นแบบ“ปลูกทุกอย่างที่กินกินทุกอย่างที่ปลูก” กิจกรรมศึกษาดูงานชุมชนต้นแบบที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเมื่อกลับมาได้กลับมาประยุกต์ทำกิจกรรมการใช้จ่ายครัวเรือน ทำบัญชีครัวเรือนฯลฯ และที่สำคัญงบประมาณจำนวนนี้ ยังได้ไปฟื้นฟูกองทุนสัจจะวันละบาท เพื่อเริ่มพัฒนากองทุนฯและขยายฐานสมาชิก แรกเริ่มจึงได้สมทบให้สมาชิกคนละ 200 บาทโดยให้สมาชิกสมทบเพิ่มคนละ 200 บาทเป็นระยะเวลา 6 เดือน กิจกรรมดังกล่าวมีผลทำให้สมาชิก เริ่มเห็นถึงความสำคัญของการออมและการจัดสวัสดิการต่างๆให้กับสมาชิกในชุมชนเอง ผ่านกองทุนสัจจะวันละบาท อีกทั้งได้ชุมชนได้มีแนวคิดจากชุมชนอินทรีย์มาฟื้นนาข้าวร้างของกลุ่มชาวนาตำบลนาทราย

ปี พ.ศ. 2547 นายวิชมภ์ ทองสงค์ ได้มีความคิดริเริ่มจะทำนโยบายนครศรีธรรมราชเป็นเมืองอินทรีย์จึงได้มีแผนชุมชนอินทรีย์โดยการให้พื้นที่ตำบลต้องมีการรวมกลุ่มต่างๆและเชื่อมโยงกันเป็นสภาผู้นำชุมชนในขณะนั้นโดยได้ให้พื้นที่ตำบลที่ทำชุมชนอินทรีย์ได้จัดการทุนของตัวเอง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2548 ได้มีการร่วมกันทำแผนชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราชจาก 23 อำเภอ 184 ตำบล 1,151 หมู่บ้านทั่วทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยแนวคิด “ชุมชนอินทรีย์” เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในการขับเคลื่อนใช้หลักชุมชนอินทรีย์

nasai2.png

โดยในช่วงเวลานี้ได้มีตัวแทนจากตำบลนาทราย คือ นายบุญโชค สุขบำเพ็ญ ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมทำแผนพัฒนาชุมชนอินทรีย์ซึ่งจากการร่วมทำแผนดังกล่าวได้เห็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่อการพัฒนาขบวนองค์กรชุมชน จึงได้กลับมารวบรวมประสานงานผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ตำบลนาทรายและรวบรวมทุนของชุมชนต่างๆในระดับตำบล แล้วได้ริเริ่มเชื่อมประสานกับองค์กรภายนอกที่ทำหน้าที่สนับสนุนจึงได้เชื่อมประสานกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และมีการขับเคลื่อนประเด็นงานร่วมกับ พอช. เช่น สวัสดิการชุมชน สภาองค์กรชุมชน เศรษฐกิจและทุนชุมชน เป็นต้น

จนกระทั่ง ปี 2558-2559 ยกระดับสู่การแก้ไขปัญหาปากท้องของคนในตำบล  ก่อนปี 2538 รายได้ส่วนใหญ่ของคนในตำบล มาจากการทำนาปลูกข้าว ทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ มีความอุดมสมบูรณ์  หลังจากนั้นระบบเมืองมีการพัฒนามากขึ้น และตำบลอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง ทำให้มีการขยายพื้นที่การพัฒนาเมืองออกมา ทำให้มีโรงรมยางได้เข้ามาตั้งในพื้นที่  ปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ ลำคลองวัดหญ้า ทำให้เกิดน้ำเน่าเสีย    และผลกระทบจากกองขยะจากเทศบาล ส่งผลต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม  จนต่อมาโรงรมได้ปิดตัวลง แต่ภาระน้ำเน่าเสียก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข  ทำให้ทุกครัวเรือนต้องทิ้งนาไปรับจ้างใช้แรงงานในตัวเมือง  เปลี่ยนจากทำนาเป็นปลูกปาล์มน้ำมัน  ปลูกยางพารา  รับจ้างทั่วไป จนเกิดเป็นนาร้าง ปล่อยให้เป็นพื้นที่ว่างเปล่าไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ จากการเก็บข้อมูลตำบลมาวิเคราะห์ทำให้พบจุดเด่นของตำบลที่เป็นต้นทุนทางสังคมแต่กลับไม่ได้รับการพัฒนา

ทางคณะทำงานและสภาองค์กรชุมชนจัดเวทีประชุมปรึกษาหาหรือกันเพื่อยกระดับเรื่องหนี้และวิเคราะห์กิจกรรมที่ทำ มีข้อสรุปคือ การฟื้นฟูต้นทางการปลูกข้าวและข้าวเหนียวดำ การพัฒนาแหล่งน้ำขึ้นฟื้นฟูทรัพยากรน้ำ แหล่งทำนาปลูกข้าวเหนียวดำ การพัฒนา ปรับปรุงระบบนิเวศ ปัญหาขยะมูลฝอย ขยะเน่าเหม็น จนสามารถกลับมาทำนาปลูกข้าวเหนียวดำได้จนเกิดวิถีชีวิตการทำนาแบบดั้งเดิมกลับมา

จากการทำกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. มาต่อเนื่อง 2 ปี ส่งผลให้เกิดการฟื้นฟูต้นทางการปลูกข้าวและข้าวเหนียวดำควบคู่ไปกับการพัฒนาแหล่งน้ำขึ้นจนสามารถที่จะฟื้นฟูทรัพยากรน้ำ แหล่งทำนาปลูกข้าวเหนียวดำ และปรับปรุงระบบนิเวศ ปัญหาขยะมูลฝอย ขยะเน่าเหม็น จนสามารถกลับมาทำนาปลูกข้าวเหนียวดำได้จนเกิดวิถีชีวิตการทำนาแบบดั้งเดิมกลับมา

nasai3.jpg

 โดยรูปธรรมของงานสำเร็จ คือ “การทำนาข้าวสารปลอดภัยสารเคมี” มีการทำความเข้าใจสมาชิกที่ร่วมโครงการและขยายสมาชิกกลุ่มทำนาให้ครอบคลุม ทั้ง 6 หมู่บ้าน  โดยการจัดประชุมเชื่อมโยงองค์กรและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง จัดโครงสร้างคณะทางาน เพื่อประชุมทาความเข้าใจ และเชิญเจ้าของพื้นที่นาเดิมและเจ้าของพื้นที่นาร้างมาพูดคุยวางแผนการทำงานกัน  โดยมีเนื้อที่ จำนวนเนื้อที่ทั้งหมด 18,444 ไร่ มีสมาชิกจำนวน 804 คน ซึ่งเป็นการทำนาข้าวเหนียวดำและข้าวนาปี ซึ่งการปลูกข้าวทั้ง 2 ชนิด เป็นการปลูกข้าวที่ไม่มีการใช้สารเคมี ปีที่ผ่านมีผลิต จำนวน 100 เกวียน เพื่อไว้บริโภคในครัวเรือน

nasai4.jpg

ซึ่งที่ผ่านมาได้ประสานความร่วมร่วมมือกับหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ 4 นครศรีฯ เพื่อทำการขุดลอกคลอกระบายน้ำ เพื่อนำน้ำเอาแปลงนาและระบายน้ำในฤดูฝนด้วย  จาการทำงานที่ผ่านมาทำให้เกิดความร่วมมือกับกับหน่วยงานภาครัฐและ อบต. มาร่วมสนับสนุนการทำกิจกรรมเกษตรพอเพียง โดยที่ อบจ. มาต่อยอดสนับสนุนพันธุ์ไก่เนื้อให้แก่กลุ่มสมาชิก ครอบครัวละ 50 ตัว และ อบต. สนับสนุนงบประมาณสมทบการทำปุ๋ยหมัก สงผลให้สมาชิกมีการรวมกลุ่มทำข้าวซ่อมมือแบบโบราณ ได้ฟื้นฟูกลับมา และได้ขยับกิจกรรมอื่นๆ เช่น การเลี้ยงไก่พื้นเมือง การทำฝ่ายมีชีวิต

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้ เราใช้พลังชุมชนเป็นฐานสำคัญมีการใช้ข้อมูล ไปสู่การจัดทำแผน มีการเชื่อมโยงกับภาคีพัฒนาทุกภาคส่วนและที่สำคัญคือ การอาศัยภูมิปัญญาของคนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนงานจนประสบความสำเร็จ

 

 

นาย วัชรา ชุมธรรม ประธานสภาองค์กรชุมชน   โทร. 084-0527234

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter