playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

ตำบลหนองเรืออยู่ห่างจากตัวอำเภอชุมพลบุรี ระยะทาง ๒๒ กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัดสุรินทร์ ระยะทาง ๗๕ กิโลเมตร พื้นที่ตำบลมีแหล่งน้ำมูลไหลผ่านทำให้ชุมชนมีรายได้จากการประกอบอาชีพที่มีแหล่งน้ำมูลเป็นต้นทุนในการประกอบอาชีพ เช่น อาชีพทางการเกษตร อาชีพประมง อาชีพเสริมช่วงหลังจากฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร เช่น อาชีพทำปลาส้ม อาชีพปลูกข้าวโพด อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม อาชีพทอผ้าไหม การต้มเกลือ ทำให้ชุมชนตำบลหนองเรือเกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน

nongruea1

ตำบลหนองเรือมีหมู่บ้าน ๙ หมู่บ้านมีประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักประชาชนในพื้นที่มีรายได้หลักจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม หลังจากฤดูการเก็บเกี่ยวคนในชุมชนจะออกไปประกอบอาชีพนอกพื้นที่ เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว และมีหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลหนองเรือ คือหมู่ ๔ บ้านขุนไชยทองเป็นหมู่บ้านที่มีช้างเลี้ยงมากที่สุดในจังหวัดสุรินทร์ เดิมทีบรรพบุรุษได้มีการคล้องช้างมาไว้ใช้งาน จึงได้รับการสืบทอดเป็นมรดกช้างเลี้ยงของชุมชนจากปู่ย่าตายายได้อพยพมาจากดินแดนติดกับชายแดนประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นชุมชนเขมรและเป็นชุมชนกูยเดิม มีการเล่าสืบต่อกันมาว่าได้มีพระยาขุนไชยทองเป็นผู้นำการอพยพเข้ามาโดยการขนสัมภาระสิ่งของที่จำเป็นเดินทางร่วมมากับช้าง ชื่อพลายทองแดง พลายทองคำและพลายตุ้ม พร้อมกับช้างอีกหลายสิบเชือก เมื่อเดินทางมาพบพื้นที่บริเวณวังฟ้าผ่าเป็นดินแดนที่มีลักษณะเป็นโนนสูงกว้างใหญ่ มีแหล่งน้ำเป็นแหล่งน้ำอยู่รอบๆพื้นที่ เป็นป่าบุ่ง-ป่าทามที่กว้างใหญ่ และมีแหล่งน้ำย่อยๆอยู่เป็นจำนวนมาก บริเวณพื้นที่ที่มีความร่มเย็น มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารของคนและช้าง นอกจากนั้นยังมีแม่น้ำมูลไหลผ่าน เหมาะแก่การหาอยู่หากินของผู้คนที่อพยพมา จึงได้สร้างที่พักชั่วคราวและช่วยกันสำรวจพื้นที่หนองใดพอปลูกข้าวได้ก็ช่วยกันบุกเบิกถากถางป่า ใช้มีดจอบบุกเบิกเพื่อให้ราบทำการปลูกข้าวและใช้ช้างเป็นแรงงานในการบุกเบิกพื้นที่ ขนข้าวจากนาหนองมาที่พัก ซึ่งแต่ก่อนเป็นป่ารกมาก การเดินทางในการหาอยู่หากินลำบาก ไม่สามารถใช้เกวียนหรือวัว-ควายได้ ต้องใช้แรงงานช้างเท่านั้น เมื่อมีผู้คนอพยพมาอยู่เพิ่มมากขึ้นพระยาขุนไชยเห็นว่าเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การตั้งบ้านใหม่ จึงได้ตั้งหมู่บ้านขึ้นมาใหม่  ชื่อบ้านขุนไชยทองมาตราบเท่าทุกวันนี้  

      nongruea2.jpg

 บ้านขุนไชยทองเป็นหมู่บ้านที่มีเศรษฐกิจไม่ค่อยดี แต่เป็นพื้นที่ที่ชอบเลี้ยงช้างมากที่สุดในจังหวัดสุรินทร์ ช้างในหมู่บ้านมีเจ้าของ ๖๙ เชือก แต่ช้างที่อยู่ในหมู่บ้านเพียง ๒๐ เชือก หากรายได้ไม่มั่นคงชาวช้างจะนำช้างคืนถิ่น และรายได้ส่วนใหญ่จะเป็นรายได้จากเงินเดือนเจ้าของช้าง ๒๐ เชือก เชือกละ ๒๐,๐๐๐ บาท รายได้จากค่าอาหาร ที่พักโฮมสเตย์ รายได้จึงยังไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มอาชีพ และชาวบ้านในชุมชน จึงมีการนำช้างออกแร่ร่อนเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวโดยการนำช้างออกแร่ขายอ้อยในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดต่างๆ เพื่อหารายได้ทำให้ต้องมีการใช่โซ่ตรวนเพื่อควบคุมช้าง ทางผู้นำหมู่บ้านโดยนายเกียรติศักดิ์  ลักขษร ผู้ใหญ่บ้านขุนไชยทองร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านขุนไชยทอง และผู้นำชุมชน จึงได้แนวคิดในการทำโครงการ “พาช้างกลับบ้าน นำควาญคืนถิ่น” โดยมีช้างเข้าร่วมโครงการประมาณ ๒๐ เชือก เป็นการสร้างโมเดลโฮมสเตย์ช้างเป็นแห่งแรกของประเทศไทย โดยขอความร่วมมือจากมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ และอำเภอชุมพลบุรี ร่วมจัดงานขึ้น ณ บ้านขุนไชยทอง เพื่อเป็นการเปิดบ้านขุนไชยทองต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาท่องเที่ยวและพักผ่อนบ้านพัก โฮมสเตย์ อีกทั้งยังเผยแพร่วิถีชีวิตท้องถิ่นของชุมชนให้รู้จักแพร่หลายอีกด้วย มีการเปิดบ้านขุนไชยทองให้รู้จักแพร่หลายโดยการจัดทำโครงการขึ้นบ้านใหม่ช้างขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้รู้จักหมู่บ้านขุนไชยทอง มีการประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียล ผ่านเฟสบุ๊ค ผ่านสื่อต่างๆมากมายเพื่อเปิดบ้านขุนไชยทองให้รู้จักทั่วโลก มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นที่สำคัญคือ ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา บุญบ้าน สงกรานต์ ก่อเจดีย์ข้าวเปลือก แซนโดนตา และบุญข้าวจี่ เซ่นปะกำช้าง

nongruea3.jpgnongruea4.jpg

nongruea5.jpg

 ด้านความเชื่อ การเลี้ยงช้างของชาวบ้านนับว่าเป็นการรับมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ     ทุกบ้านที่เลี้ยงช้างจะมีศาลปะกำประจำบ้าน และจะต้องเลี้ยงช้างสบทอดกันมาเรื่อยๆ จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ถ้าเลิกเลี้ยงจะผิดปะกำ ครอบครัวจะไม่อยู่เย็นเป็นสุข พอถึงเดือน ๓ ขึ้น ๓ ค่ำ มีพิธีเลี้ยงศาลปะกำ นอกจากการเลี้ยงศาลปะกำแล้ว เมื่อคนในครอบครัวจำเป็นต้องเดินทางออกจากหมู่บ้านไม่ว่าจะไปทำงานต่างจังหวัด ไปสมัครงาน ไปค้าขาย หรือเรียนต่อ ก่อนออกเดินทางจะทำพิธีเซ่นไหว้ศาลปะกำ จะประสบความสำเร็จและเดินทางปลอดภัยทุกคน เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วต้องทำพิธีเซ่นไหว้ตามที่บนบานเอาไว้ หรือถ้าบ้านไหนแต่งงานแต่งสะใภ้ก็จะต้องเซ่นไหว้ศาลปะกำ เพื่อเป็นการบอกกล่าวเช่นเดียวกัน จะทำให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุขและมีความเจริญรุ่งเรือง  ในช่วงเทศกาลงานปลาไหลประจำปีของอำเภอ จะมีการประดับตกแต่งขบวนวิถีชีวิตของคนในชุมชน เช่น มีการตกแต่งประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา แซนโดนตา บุญข้าวจี่ สงกรานต์ เซ่นศาลปะกำ แสดงถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นให้คนทั่วโลกได้ดู และเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นให้คงอยู่ให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้สืบทอดต่อไป 

nongruea6.jpg

นอกจากมีประเพณีในชุมชนที่กระทำสืบทอดกันมาแล้ว ยังมีการบายศรีสู่ขวัญ เป็นการรำที่นิยมกระทำสืบทอดกันมาเชื่อว่าการรำบายศรีสู่ขวัญนั้นจะกระทำเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ดีเป็นมงคล เช่น     พิธีแต่งงาน การหายจากป่วยไข้ การมีแขกมาเยี่ยมยามจากต่างถิ่นฯ เมื่อมีการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาพักแล้วทางหมู่บ้านจะมีการจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชม มีการจัดทำโปรแกรมการท่องเที่ยวเพื่อเป็นข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวโดยมีจุด Check in ที่บริเวณหน้าสระน้ำช้าง โรงเรียนบ้านขุนไชยทอง   รับอาหารว่างตามฤดูกาล พร้อมบรรยายแนะนำหมู่บ้าน ป้อนอาหารช้าง (ช้างต้องห้าม) “ชมช้างเล่นน้ำ เล่นโคลนตม” พาช้างเล่นน้ำที่กุดหลวง เที่ยวชมจุดเรียนรู้ ๗ จุด จุดเรียนรู้การทอเสื่อกก การทอผ้าไหม การทอผ้าด้าย การทำเครื่องจักรสาน การทำขนมพื้นบ้าน การแกะสลักการร้อยมาลัย งานประดิษฐ์จากใบตอง และจุดเรียนรู้กระถางมูลช้างอินทรีย์ และเข้าที่พักโฮมสเตย์ ช่วงเย็นจะมีกิจกรรมการบายศรีสู่ขวัญต้อนรับผู้มาเยือนด้วยไมตรีจิต การแสดงรำบายศรีสู่ขวัญ

ด้วยชุมชนตำบลหนองเรือมีแม่น้ำมูลเป็นแม่น้ำที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนป่าทำให้ตำบลหนองเรือเป็นเสน่ห์ของชุมชนที่สำคัญที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงธรรมชาติอย่างแท้จริง  โดยชุมชนมีการพานักท่องเที่ยวไปสัมผัสกับวิถีชุมชน มีการล่องเรือท่องทุ่งป่าทาม ล่องน้ำมูลใส พักใจโฮมสเตย์   ชมธรรมชาติที่เป็นจุดขายของชุมชน ในป่าก็อุดมสมบูรณ์ด้วยมันแซงสามารถสร้างรายได้ให้คนในชุมชนตำบลหนองเรือ ประกอบกับชุมชนตำบลหนองเรือมีความหลากหลายด้านสภาพพื้นที่ทำให้ช่วงเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จจะมีการต้มเกลือสินเธาว์ที่เป็นเกลือตามธรรมชาติ ชุมชนจะมีการขูดดินเกลือเพื่อนำไปต้ม ซึ่งสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน และเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่นให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อๆกัน ซึ่งการต้มเกลือนี้ได้มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นในการต้มเกลือไปทำการวิจัยเริ่มจากการทำขูดดินเกลือแล้วนำไปต้มจนได้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือและจำหน่ายภายในหมู่บ้านทำให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนตำบลหนองเรือ ซึ่งบรรพบุรุษดั้งเดิมเคยทำมาและมีการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และชุมชนตำบลหนองเรือยังมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่ตำบลหนองเรือ เพื่อนำมาแปรรูปเป็นผ้าไหมทอมือซึ่งเป็นวิถีดั้งเดิมของชุมชนและมีการพัฒนาลวดลายให้มีความทันสมัย เหมาะสมกับยุคสมัย และต่อยอดไปสู่การจำหน่ายเป็นสินค้าโอทอประดับชุมชนและระดับอำเภอจึงสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและมีการพัฒนาเป็นสินค้าโอทอปเพื่อเข้าสู่การท่องเที่ยวสินค้าโอทอปนวัติวิธีและมีการเชื่อมโยงเครือข่ายโฮมสเตย์บ้านขุนไชยทองเพื่อเปิดสู่การท่องเที่ยวนวัติวิถีเพื่อให้มีชื่อเสียงดังไปทั่วโลก เพื่อเพิ่มรายได้ด้านเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชนตำบลหนองเรือ และมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวด้านธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง โดยให้ชุมชนภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้นทั้งด้านธรรมชาติเชิงอนุรักษ์ วิถีชุมชน ตามที่มีอยู่ และพัฒนาต่อยอดสินค้าให้มีชื่อเสียงให้กับชุมชนตำบลหนองเรือ ทำให้คนในชุมชนมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นและจะมีการพัฒนาในด้านการท่องเที่ยวเชิงนวัติวิถี หมู่บ้านโฮมสเตย์ สินค้าโอทอป สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

สภาองค์กรชุมชนตำบลหนองเรือ ได้นำเสนอและผลักดันแผนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งอบต.หนองเรือ และอบจ.จังหวัดสุรินทร์ ตลอดจนหน่วยงานและมูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาช้าง      จ.สุรินทร์ โดยใช้เรื่องแผนการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นประเด็นหลักในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชน

  การขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจและทุนชุมชน โดยใช้เรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีบ้านขุนไชยทอง ชุมชนเลี้ยงช้างเป็นจุดขายด้ายการท่องเที่ยว แต่ประสบปัญหาว่า งบประมาณการสนับสนุนของจังหวัดสุรินทร์และกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์  จะมุ่งไปที่โครงการขนาดใหญ่ของอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ เช่น โครงการคชอาณาจักร (องค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์) โครงการช้างคืนถิ่น ศูนย์คชศึกษา (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) ส่วนชุมชนเลี้ยงช้าง อำเภอชุมพลบุรี จะไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ในการพัฒนาการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ช้างเท่าที่ควร สภาองค์กรชุมชน ร่วมกับภาคีเครือข่าย ท้องถิ่น ท้องที่ จึงจัดการท่องเที่ยวชุมชนด้วยตนเอง ตามหลักการชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง  โดยผนวกฐานเรียนรู้ต่างๆ ทั้งเรื่องชุมชนเลี้ยงช้าง เกษตรอินทรีย์ การแปรรูปอาหาร และการจัดการที่พักโฮมสเตย์ เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง

                  

                                     

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter