ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นมรดกตกทอดที่ทรงคุณค่าของทุกพื้นที่ ผ่านกระบวนการลองผิดลองถูก ตามบริบทของสังคมและระบบนิเวศน์ของแต่ละพื้นที่ มีความสำคัญในดำรงชีวิต จากการสั่งสมสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน จนเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ตำบลท่าแร้งก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ ที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่นสำคัญและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจากอดีตจนถึงปัจจุบัน นั่นคือ “แพทย์พื้นบ้าน” ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แพทย์พื้นบ้านที่ท่าแร้งก็ปรับเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยต่างๆ เรื่อยมา หากคงไว้ซึ่งคุณค่าและเพิ่มมูลค่าให้กับคนท่าแร้งไม่เปลี่ยนแปลง
ตำบลบ้าน “หมอเทวดา”

ถ้าเอ่ยถึงตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี คนเก่าคนแก่หลายคนต้องนึกถึงบ้านหมอเทวดาที่รักษาด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น การใช้สมุนไพรพื้นถิ่นในการรักษาโรค ซึ่งหมอเทวดาที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักระดับประเทศ คือ หมอชอน พวงมาลัย ซึ่งท่านชีวิตอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2468 - 2546 ตามประวัติเล่าขานว่า ท่านได้รับความรู้เรื่องการรักษาโรคมาจากพ่อ คือ ซึ่งมีเชื้อสายจีน หมอชอนใช้ความรู้การแพทย์แผนจีนหรือที่เรียกว่าแมะ ที่ใช้วิธีการตรวจสัมผัสชีพจร จับการเคลื่อนลมปราณภายในร่างกาย ควบคู่การนวดรักษา การใช้สมุนไพรพื้นถิ่นในการรักษา ประกอบความเมตตาของท่านที่มีต่อคนป่วยผู้ยากไร้อย่างมาก จนได้รับการเรียกขานว่า “หมอเทวดา”
ในเรื่องความรู้ด้านแพทย์แผนไทย นอกจากหมอชอนจะได้รับการถ่ายทอดตำราแพทย์จากบรรพบุรุษแล้ว ยังได้เล่าเรียนและศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเรื่องสรรพคุณของยาสมุนไพรต่างๆ อย่างละเอียดรอบคอบมาตลอดชีวิต จนสามารถตั้งเป็นโรงงานผลิตยาขึ้น เพื่อสนับสนุนกิจการตรวจ-รักษาอย่างเป็นรูปธรรม เพราะตัวยาแต่ละชนิด มีวิธีปรุงยา วิธีใช้และสรรพคุณไม่เหมือนกัน การตรวจโรค การวินิจฉัยแล้วจ่ายยา จะต้องมีความสัมพันธ์กับตัวยาและพฤติกรรมของคนป่วย เพื่อให้เกิดผลดีในการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพถูกต้องกับอาการของโรคจึงจะได้ผลดี ทำให้โรคภัยที่เป็นอยู่ได้บรรเทาเบาบางหรือหายขาด เมื่อหมอชอน พวงมาลัย มีอายุสูงขึ้นจำเป็นต้องรักษาสุขภาพ ไม่สามารถนั่งตรวจรักษาผู้มาขอรับบริการครั้งละนานๆ ได้ ซึ่งเคยมีผู้ป่วยมารับการตรวจรักษามากมายจากทั่วสารทิศ ถึงวันละเป็นร้อยๆ ราย จึงได้มอบหมายงานให้บุตรสาว คือ คุณฉัตรวนิช พวงมาลัย รับช่วงต่อ
เมื่อเกิดปัญหา ภูมิปัญญาแพทย์พื้นบ้าน คือทางออก
ส่วนใหญ่ชาวบ้านตำบลท่าแร้งมีอาชีพทำไร่ทำนา ทำสวนชมพู่เพชรสายรุ้ง แต่เนื่องด้วยสภาพพื้นที่อยู่ปลายแม่น้ำเพชรบุรี ทำให้น้ำที่ไหลผ่านพื้นที่ตำบลท่าแร้งมีการปนเปื้อนสารเคมีจากการทำการเกษตร ขยะและน้ำเสียจากชุมชนเมืองที่อยู่ส่วนบนขึ้นไป ทำให้คุณภาพน้ำมีปัญหา ส่งผลกระทบต่อการทำนา การทำสวนของเกษตรกรในตำบล อีกทั้งต้นทุนการผลิตในการทำสวนปลูกชมพู่มีราคาสูงขึ้น เช่น ราคาไม้นวลที่ใช้ทำนั่งร้านครอบต้นชมพู่มีราคาสูง อีกทั้งต้องใช้การดูแลและการเก็บเกี่ยวอย่างปราณีต รวมถึงบางปีมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้ได้ผลผลิตน้อย ส่งผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ของเกษตรกรตำบลท่าแร้ง รวมถึง“กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรวัดกุฏิ” ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
ต่อมานางสาวฉัตรวนิชย์ พวงมาลัย ลูกสาวของหมอชอนได้เข้ามาเป็นแพทย์ประจำตำบลท่าแร้งต่อจากผู้เป็นพ่อ ได้แนวคิดที่จะใช้สมุนไพรและหมอยาพื้นบ้านสร้างสุขภาพควบคู่กับการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน จึงได้หารือกับกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรวัดกุฏิในการสร้างอาชีพเสริม และเห็นว่า ภูมิปัญญาแพทย์พื้นบ้าน เรื่องสมุนไพร น่าจะสามารถนำมาพัฒนาเป็นอาชีพเสริมให้กับสมาชิกได้ ทางกลุ่มแม่บ้านฯ เองก็มีความคิดเห็นตรงกัน จึงได้ร่วมมือกันดำเนินการขึ้นในปี พ.ศ. 2530
แรกเริ่มในการรวมกลุ่มมีสมาชิกเพียง 20 คน มีนางจำลอง นาคนครเป็นประธานกลุ่ม มีหมอชอนเป็นที่ปรึกษากลุ่ม เงินสนับสนุนจากหมอชอน ที่ปรึกษากลุ่มอีกจำนวน 6,000 บาท และทางกลุ่มได้จัดงานหาเงินสมทบกลุ่มได้มาอีก 4,000 บาทเศษ เงินทุนระยะแรกได้มาจากการเปิดระดมหุ้นของชาวบ้าน หุ้นละ20 บาท ในการร่วมลงทุนได้จำนวน 68 คนจำนวน 384 หุ้น รวมเป็นเงิน 7,680 บาททุนดำเนินการเริ่มต้น
การดำเนินงานของกลุ่มคือ จัดตั้งคณะกรรมการ และดำเนินงานแจกพันธ์ไม้สมุนไพรให้กับชาวบ้าน เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน 5 อย่าง คือ ขมิ้น หญ้าหนวดแมว ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด และว่านหางจระเข้ พร้อมกับการให้ความรู้ในการปลูกและใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพของคนในครัวเรือน เมื่อสมุนไพรโตเหมาะสมในการแปรรูปก็ให้นำมาขายให้กับทางกลุ่ม เมื่อแปรรูปสมุนไพรแล้วจะให้สมาชิกในชุมชนได้นำไปทดลองใช้ก่อน เมื่อเห็นว่าผลการใช้สมุนไพรที่แปรรูปนั้นได้ผลจริง จึงผลิตออกจำหน่าย
เมื่อมีการผลิตจำนวนมากขึ้น ความต้องการเรื่องสมุนไพรมีมากตาม สมุนไพรเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่เริ่มไม่เพียงพอ กลุ่มต้องจัดซื้อจากภายนอก ทำให้มีค่าต้นทุนเพิ่มขึ้น และมีกระบวนการในการเก็บรักษา สมุนไพรบางตัวเมื่อเก็บไว้นานจะไม่ได้คุณภาพ ต้องใช้สมุนไพรสดใหม่ เมื่อแปรรูปแล้วคุณภาพจะดี ทำให้กลุ่มต้องวางแผนในการปลูกสมุนไพรในพื้นที่เพิ่มขึ้น โดยการแจกพันธุ์ไม้สมุนไพรให้กับสมาชิกนำไปปลูกในบริเวณบ้าน หรือบริเวณที่ว่างในแปลงเกษตรของตนเอง ทำให้กลุ่มมีแหล่งสมุนไพรสดนำมาใช้ในการแปรรูป และกลุ่มสมาชิกเองก็มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายต้นสมุนไพรให้กับกลุ่มอีกทางหนึ่ง
จากความรู้ภูมิปัญญาเดิมที่มีอยู่แล้ว กลุ่มยังมีการค้นหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งต่างๆ พร้อมทั้งได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำความรู้เก่าประยุกต์กับความรู้สมัยใหม่ ทั้งในเรื่องการปลูกพืชสมุนไพรผลิต ที่มีวัตถุดิบคุณภาพ การแปรรูปที่หลากหลายตรงกลุ่มเป้าหมาย และการจำหน่ายหลายช่องทาง เมื่อกิจกรรมของกลุ่มเริ่มประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จัก และยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น ในปี 2533 กระทรวงสาธารณสุขมอบเงินช่วยเหลือให้ 20,000 บาทเพื่อซื้อพันธ์ไม้สมุนไพร คุณนันทวัน และคุณมุข อังกินันท์ มอบเงิน 7,000 บาท ช่วยเหลือในการซื้ออุปกรณ์การผลิตกระทรวงเกษตร กรมการพัฒนาชุมชน เข้ามาช่วยเหลือและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เป็นต้น
การเชื่อมประสานงานกับหน่วยงานช่วยให้กิจกรรมกลุ่มมั่นคงขึ้น
ความสำเร็จของกลุ่มในวันนี้ นอกจากการรวมตัวกันทำกิจกรรมของกลุ่มแล้ว ในช่วงที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งในด้านความรู้ อุปกรณ์ งบประมาณ และช่องทางตลาด เช่น ในปี 2534 ได้รับงบประมาณจากกระทรวงมหาดไทยในรูปแบบงบ กสช. ช่วยเหลือสร้างอาคารใหม่เป็นจำนวนเงิน 404,084 บาท ทำให้การทำงานของกลุ่มมีความสะดวกมากขึ้น ทางกรมการพัฒนาชุมชนช่วยเหลือในด้านอุปกรณ์การผลิต เป็นจำนวนเงิน 36,800 บาท และกระทรวงเกษตรช่วยเหลือในรูปเงินทุนหมุนเวียนอีก 5,000 บาท ทำให้กลุ่มเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ
ต่อมาในปี 2546 ได้ดำเนินการขึ้นทะเบียน OTOP ในโครงการของกรมการพัฒนาชุมชน และดำเนินการพัฒนาสถานที่ผลิต
ปี 2547 สามารถผ่านการรับรองอาหารมาตรฐาน GMP จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากระทรวงสาธารณสุข และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผ่านโครงการเสริมสร้างสุขภาพจังหวัดเพชรบุรี ในการฟื้นฟูและแจกพันธุ์สมุนไพรที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วมจังหวัดเพชรบุรี และขึ้นเป็นศูนย์เรียนรู้สมุนไพรตำบลท่าแร้ง
ปี 2548 ได้เป็นจดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรนาโพธิ์ และปี 2550 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใช้ชื่อว่า เกร็ดไพร
ต่อมาปี 2552 เข้าร่วมโครงการสายใยรักแห่งครอบครัว ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระบรมโอสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ด้วย
ในปี 2553 ทางกลุ่มได้จดแจ้งกลุ่มองค์กรชุมชนเข้าเป็นสมาชิกของสภาองค์กรชุมชนตำบลท่าแร้งออก ที่เข้ามาช่วยเสริมกระบวนการในการขับเคลื่อนงานของกลุ่ม


ยกระดับภูมิปัญญา ด้วยกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ
กระบวนการผลิตของกลุ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากเริ่มต้นที่ใช้อุปกรณ์บดยาแบบโบราณ แต่เมื่อมีความต้องการมากขึ้น และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้มีการปรับเปลี่ยนเครื่องมือในการผลิต ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของตลาด ส่วนของอุปกรณ์เก่าๆ เก็บไว้เพื่อการเรียนรู้ของผู้สนใจ กลุ่มควบคุมกระบวนการผลิตอย่างได้มาตรฐาน ตั้งแต่วัตถุดิบ การจัดเก็บ การแปรรูป การบรรจุแพคเกจ และการจำหน่าย
พัฒนาช่องทางจำหน่าย เพื่อสร้างยอดขายให้กับกลุ่ม
มีการพัฒนาช่องทางการจำหน่ายมากขึ้น เช่น วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า top supermarket, flynow, สหไทย, ร้านศิลปาชีพ 904, วังศุโขทัย, ร้านกินลี่ โอมสปา, เป็นต้น แต่การจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ทั้งเรื่องราคาการจัดซื้อของห้างสรรพสินค้า ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ต้องเพิ่มราคาด้วย นอกจากนี้ก็เริ่มพัฒนาช่องทางการจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ เช่น LAZADA , FACEBOOK ; Kretphrai และการเปิดช่องทางจำหน่ายในต่างประเทศ เช่น ประเทศลาว

ระบบบริหารจัดการ คือหัวใจของการพัฒนากลุ่ม
การแบ่งหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่ม จะมีโครงสร้างการทำงานที่ชัดเจนภายใต้กลุ่มวิสาหกิจชุมวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรพื้นบ้านนาโพธิ์ มีสมาชิกที่ทำหน้าที่ในการผลิตประมาณ 6 - 7 คน และสมาชิกในชุมชนก็ยังรับหน้าที่เป็นวิทยากรให้ความรู้ประจำจุดเรียนรู้ต่างๆ เพื่อรับคณะศึกษาดูงาน
การระดมหุ้นและปันผล สมาชิกเริ่มต้นลงหุ้นหุ้นละ 20 บาท การปันผลขึ้นอยู่กับการดำเนินการของกลุ่มไปแต่ละปี อาทิปีที่ 2 เริ่มจ่ายเงินปันผลคืนหุ้นละ 15 บาท ปีที่ 5 ปันผลคืนหุ้นละ 13 บาท เป็นต้น เบื้องต้นตั้งระเบียบไว้ว่าครบ 5 ปี จะดำเนินการคืนเงินหุ้นให้กับคนนอกกลุ่มที่สนใจมาลงหุ้นไว้ โดยจะมีการทำบัญชีคุมรายชื่อไว้
การปันผลให้กับสมาชิกมี 2 แบบคือ ปันผลหุ้น โดยจะจ่ายในวันที่ 20 กรกฎาคม ของทุกปี และปันผลจากการซื้อผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ปัจจุบันมีหุ้นทั้งหมด 182 หุ้นโดยมีการระดมหุ้นเพิ่ม มีเงินหมุนเวียนอยู่ประมาณ 200,000 บาท
การจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก เช่น เมื่อสมาชิกเสียชีวิต จะช่วยเงินสมทบ 1,000 บาทและพวงหรีด รวมถึงการทำสาธารณะประโยชน์ในตำบลทั้งสนับสนุนโรงเรียนในตำบล การช่วยภัยพิบัติน้ำท่วม เป็นต้น
การสืบทอดภูมิปัญญา แพทย์พื้นบ้านของตำบลท่าแร้ง จึงเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชน ที่เป็นการนำองค์ความรู้ และทรัพยากรที่มีในพื้นที่ มาประยุกต์และพัฒนาให้สามารถเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าของชุมชน บนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง นอกจากนั้นก็มีการต่อยอดไปสู่เรื่องอื่นๆ ทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านแพทย์พื้นบ้าน เป็นแหล่งสร้างเงิน สร้างงานให้กับชุมชน เป็นตัวอย่างของชุมชนจัดการตนเอง อีกรูปแบบหนึ่ง
ผู้ประสาน นางสาวกวิตา โทร. 0829151959
ผู้เรียบเรียง นางสาวพัชราภรณ์ อยู่ยืน





