
ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป วัฒนธรรมการบริโภคของผู้คนก็เปลี่ยนแปลงตาม เกษตรกรผู้ผลิตก็ต้องเรียนรู้และปรับเปลี่ยนให้เท่าทันกับบริบทของการเปลี่ยนแปลง จากข้อมูลพบว่า สถานการณ์การบริโภคโคเนื้อของโลกประมาณ 56.96 ล้านตันต่อปี และข้อมูลการผลิตโคเนื้อของประเทศไทยของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพบว่า ปี 2559 มีปริมาณการผลิตโคเนื้อ 1.013 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ซึ่งมีปริมาณการผลิต 0.991 ล้านตัว ร้อยละ 2.22 เนื่องจากราคาโคเนื้อที่สูงขึ้นในปี 2557-2558 ประกอบกับมีความต้องการจากตลาดทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงโคเนื้อกันมากขึ้นตามความต้องการของตลาดภายในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยตลาดมีความนิยมบริโภคเนื้อโคแบบชาบูหรือปิ้งย่าง
ทำความรู้จัก ตำบลท่าแลง
ตำบลท่าแลง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี แต่โบราณก่อนจัดตั้งเป็นตำบล บริเวณนี้อุดมไปด้วยดินที่มีลักษณะพิเศษ เมื่อขุดขึ้นมาจากพื้นดินแล้วจะมีความแข็งแกร่งมาก ชาวบ้านเรียกว่าศิลาแลง เมื่อมีการจัดตั้งเป็นตำบล หมู่บ้าน จึงได้ตั้งนามตำบลว่า "ท่าแลง" ลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ขนานเป็นระยะทางยาวไปกับแม่น้ำเพชรบุรี ด้านตะวันตกเป็นแนวเทือกเขาปากช่อง สภาพภูมิอากาศร้อนชื้น สภาพพื้นดินอุดมสมบูรณ์ปลูกพันธุ์ไม้ได้แทบทุกชนิด ประกอบกับมีคลองชลประทานผ่านตามยาวของพื้นที่ตำบล
การประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ทำเกษตร ทำสวน ทำนา ทำไร่ และมีการประกอบอาชีพอื่นๆ พร้อมทั้งมีกิจกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เช่น การพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวมากขึ้น มีร้านค้าชุมชนที่ดำเนินการมากว่า 10 ปี มีโรงสีข้าวชุมชน และมีอาชีพที่น่าสนใจคือการเลี้ยงโคขุน ซึ่งเป็นอาชีพที่มีมานาน โดยในปัจจุบันมีผู้เลี้ยงไม่ต่ำกว่า 100 ครอบครัว เลี้ยงตั้งแต่ 1 ตัวถึง 30 ตัว แต่เป็นกิจกรรมที่ต่างคนต่างทำ ขาดการรวมกลุ่มกัน
ทำความรู้จัก “โคขุน”
จากข้อมูลจำนวนปศุสัตว์ในประเทศไทยปี 2557 พบว่าจังหวัดเพชรบุรี เป็นแหล่งผลิตเนื้อโคขุนอันดับที่ 5 ของประเทศไทย โดยมีผู้เลี้ยง 705 ครัวเรือน 12,423 ตัว และมีการเลี้ยงโคทุกประเภทจำนวน 10,011 ครัวเรือน จำนวน 131,665 ตัว เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี หลายพื้นที่จึงมีการรวมกลุ่มกันเพื่อพัฒนาการเลี้ยงโคขุน ให้มีคุณภาพและสร้างกิจกรรมอื่นๆ เช่น การแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้เลี้ยงเพิ่มมากขึ้น ตำบลท่าแลง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกพื้นที่ที่มีการเลี้ยงโคขุนมาอย่างยาวนาน แต่ขาดการพัฒนา หรือการรวมกลุ่มกัน
การเลี้ยงโคขุน หมายถึง การเลี้ยงโคให้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยได้รับอาหารที่ค่อนข้างดีอย่างเต็มที่ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง คือนอกจากจะให้โคกินอาหารหยาบ (หญ้าหรือฟาง) แล้วยังมีการให้กินอาหารข้น (อาหารเสริม) เพิ่มเติมอีกด้วย ทำให้โคเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ได้เนื้อที่มีคุณภาพดี ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะรู้จักโคขุนที่มีชื่อเสียงมาก คือ โคขุนโพนยางคำ โคขุนกำแพงแสน โคขุนสหกรณ์เครือข่าย และโคขุนหนองสูง
การรวมกลุ่มเพื่อเลี้ยงโคตำบลท่าแลง
จากนโยบายของรัฐบาล จัดสรรงบประมาณในโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ หมู่ละ 500,000 บาท หมู่ที่ 10 ตำบลท่าแลง ได้ร่วมกันปรึกษาเพื่อหากิจกรรมในการสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่ ได้สรุปร่วมกันในการเลี้ยงโคขุน เนื่องจากเป็นอาชีพที่มีคนทำอยู่แล้ว แต่เป็นอาชีพที่ต้องใช้ต้นทุนสูง บางคนมีรายได้น้อยไม่สามารถที่จะหาเงินมาลงทุนได้ กลุ่มได้พิจารณาเห็นว่าการนำเงินมาเป็นต้นทุนในการเลี้ยงโคขุน น่าจะเป็นช่องทางที่ทำให้กองทุนมีความยั่งยืน และประชาชนในพื้นที่ได้ประโยชน์ จึงได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มโคขุน มีสมาชิกเข้าร่วมจำนวน 170 คน
กระบวนการจัดการ ได้ให้สมาชิกที่มีความสนใจกู้เงินจากกองทุน รายละ 20,000 บาท เพื่อนำไปเลี้ยงโคขุน พอสิ้นปีจะต้องนำเงินมาคืน 21,000 บาท เป็นดอกเบี้ย 1,000 บาท ในกรณีที่มีสมาชิกแจ้งความต้องการมากกว่างบประมาณที่มีจะให้มีการจับฉลาก และผู้ที่ไม่ได้ในปีนี้จะได้สิทธิ์ก่อนในปีต่อไป ในปี 2559 ได้มีการเลี้ยงโคขุนจำนวน 25 ตัว ได้เงินดอกเบี้ย 25,000 บาท
การจัดตั้งกองทุน สมาชิกที่เข้าร่วมกลุ่มจะมีการระดมหุ้นด้วย จำนวนหุ้นละ 10 บาท และสมาชิกที่ได้รับเงินไปเลี้ยงโคขุนในแต่ละรอบ จะต้องจ่ายสมทบจำนวน 100 บาทด้วย ทำให้กองทุนมีเงินเข้ามาต่อเนื่อง และได้นำเงินนี้ไปเป็นต้นทุนในการดำเนินงานต่อ และได้แบ่งกำไรส่วนหนึ่งเป็นเงินปันผลสิ้นปีให้กับสมาชิกด้วย
การประกันความเสี่ยง ใช้ระบบการประกันกลุ่ม เมื่อถึงกำหนดชำระ จะมีกระบวนการดำเนินการรวบรวมกันเองในกลุ่มที่รับเงินไป ในกรณีที่โคขุนตาย ถ้าเป็นเหตุที่สุดวิสัยเช่นภัยพิบัติ โรคระบาด จะให้ความช่วยเหลือ แต่ในกรณีที่เกิดจากความบกพร่องของผู้เลี้ยง จะต้องรับผิดชอบคืนเงินให้กับกองทุนตามระเบียบที่วางไว้


ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ต้นทุนและกำไรในการเลี้ยงโคขุน พบว่า โคขุนจำนวน 10 ตัว ขายที่น้ำหนักตัวละ 400 กิโลกรัมนั้น ใช้ระยเวลา 4 เดือน มีต้นทุนในการซื้อลูกวัวตัวละ 20,000 บาท เป็นเงินรวม 200,000 บาท อาหารและยาประมาณ 102,500 บาท ราคาจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 90 บาท รวมวัว 10 ตัวจะขายได้ประมาณ 360,000 บาท มีกำไรราว 57,500 บาท ทั้งนี้ ต้นทุนนี้ไม่ได้คำนวณค่าแรง และในการเลี้ยงอาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มขึ้น เช่น โคป่วย อาจจะทำให้กำไรลดลงอีก
ข้อค้นพบและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
จากการทำงานที่ผ่านมา พบว่ามีการขยายแนวคิดจากการเลี้ยงวัวรายเดี่ยวมาเป็นการจัดตั้งเป็นกลุ่มระดับตำบล เปิดเวทีปรึกษาหารือ เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคขุน เช่น การลดต้นทุน การผลิตอาหาร การนำพืชพื้นถิ่นมาเลี้ยง ช่องทางการจำหน่าย และแนวทางการพัฒนาหรือแปรรรูปในอนาคต
กลุ่มที่ได้รับเงินไปเลี้ยงชุดแรก สามารถเลี้ยงโคและจำหน่ายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ได้นำเงินมาคืนกลุ่ม เพื่อเป็นต้นทุนในการลงทุนในปีต่อไป ทำให้ปัจจุบันกองทุนมีเงินเพิ่มขึ้นกว่า 525,000 บาท ทำให้สมาชิกมีความมั่นใจมากขึ้น และสามารถยืมไปลงทุนได้เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ร่วมกันแล้วพบว่าในการเลี้ยงโคขุนมีความเสี่ยงที่ต้องพึงระมัดระวังเช่นกัน อาทิ ซื้อโคที่ไม่ได้คุณภาพมาเลี้ยง หรือไม่แข็งแรง เลี้ยงแล้วไม่โต, การเสียชีวิตของโคขุน จากการเจ็บป่วย หรือปัญหาโรคระบาด, อาหารมีราคาแพง ผลิตเองไม่เป็น, ไม่ได้ขายในช่วงเวลาที่โตเต็มที่ ต้องรับภาระค่าอาหารเพิ่มจนกว่าจะขายได้, ราคาไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับตลาด, ถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง และ ตำบลท่าแลงอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติน้ำท่วม
จากความประสบการณ์และความเสี่ยงดังกล่าวนำมาสู่บทเรียน สร้างการเรียนรู้ให้กับผู้เลี้ยงวัวในตำบลท่าแลง เช่น การเลือกลูกวัวที่มีคุณภาพ จะประสพความสำเร็จในการเลี้ยงได้มากขึ้น หรือถ้าสามารถเลี้ยงแม่วัวให้ออกลูกเอง จะเป็นช่องทางในการสร้างอาชีพเพิ่ม, การผลิตอาหารเลี้ยงวัวได้เองด้วยวัตถุดิบในพื้นที่จะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มกำไรให้กับผู้เลี้ยงได้มากขึ้น, การรวมตัวกันเป็นกลุ่ม มีแผนการทำกิจกรรมที่ชัดเจน จะทำให้มีศักยภาพในการต่อรองกับพ่อค้าคนกลางหรือร้านจำหน่ายอาหาร และการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายทำให้ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเข้าถึงแหล่งงบประมาณ และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาอาชีพมากขึ้น
จากการสรุปบทเรียนการเลี้ยงโคขุนของตำบลท่าแลง เพื่อเป็นทุนทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีความสำเร็จที่น่าพอใจ แต่ก็พบว่ายังมีปัญหาหลายอย่างที่กลุ่มจะต้องแก้ไขและพัฒนาต่อไป ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง เสริมด้วยงานวิชาการ สนับสนุนโดยหน่วยงานที่เข้าใจ และมีคนในตำบลเป็นกลไกสำคัญในการดำเนินงาน
ผู้ประสานงาน นายอุทิศ ดั่งแสง โทร. 083-0797896
ผู้เรียบเรียง นางสาวพัชราภรณ์ อยู่ยืน





