เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นวันสตรีสากล สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดงาน “พลังผู้หญิง สร้างบ้าน สร้างชุมชน” เพื่อประกาศตัวตนและรวมพลังของผู้หญิงในโครงการบ้านมั่นคง โดยมีนายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธานเปิดงาน ณ ห้องประชุมชั้น ๑ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มีผู้หญิงที่ทำงานบ้านมั่นคงทั่วประเทศร่วมงานกว่า ๖๐๐ คน
นายอิสสระ สมชัย รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวว่าวันนี้เป็นวันสตรีสากล รู้สึกยินดีที่ได้ประกาศให้สังคมรู้ว่า งานพัฒนาชุมชนหรืองานสร้างบ้าน สร้างชุมชนเป็นงานหนึ่งที่ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญ ในงานสร้างบ้านแปงเมืองหรือบ้านมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นงานร้อนงานเย็น ก็ได้เห็นมาอย่างต่อเนื่องว่ามีผู้หญิงเป็นผู้นำอยู่แถวหน้าในการดำเนินงานอยู่เสมอ แม้กระทั่งในงานด้านอื่นๆเช่นสวัสดิการชุมชน งานแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินหรืองานไทยเข้มแข็งในพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็จะเห็นผู้หญิงเป็นผู้จัดการหลักในงานดังกล่าวมาโดยตลอด จนเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย นายอิสระกล่าวต่อว่าผู้หญิงเป็นผู้นำชุมชนที่มีความสามารถรอบด้านทั้งงานชุมชนและงานรักษาครอบครัวให้แข็งแรง ซึ่งผู้ชายก็ต้องยอมรับว่าบางโอกาสต้องให้ผู้หญิงเป็นผู้นำและบางโอกาสผู้หญิงก็ต้องการให้ผู้ชายเป็นผู้นำ
ด้านนางสาวพูนประภา พัดชา ผู้แทนเครือข่ายองค์กรชุมชนกล่าวว่า งานบ้านมั่นคงที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ ๑๔๗๕ ชุมชน ๒๖๙ เมือง จำนวน ๘๑๓ โครงการนั้น มีผู้หญิงเป็นกำลังหลักในสร้างสร้างบ้านสร้างชุมชนคู่กับผู้ชาย ในปัจจุบันจำนวนผู้นำหญิงในคณะกรรมการสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงและคณะทำงานบ้านมั่นคงในระดับต่างๆทั่วประเทศ มีถึง ๓๖,๒๐๒ คน
ในงานมีเวทีเสวนาหัวข้อ “ทิศทางการทำงานการทำงานของขบวนผู้หญิงในการพัฒนาครอบครัว บ้านและชุมชน” มีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นางจันทร์ กั้วพิจิตร ผู้นำชุมชนบ้านมั่นคงคลองลำนุ่น นางสนอง รวยสูงเนิน ผู้นำบ้านมั่นคงชุมชนเมืองขอนแก่น นายสนั่น อุ่นให้ผล จากผู้แทนเครือข่ายองค์กรชุมชน นางศิริพร นาคเจริญ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชน เขตบางเขน และนางสาวกนิษฐา ปรีชาพีชคุปต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
แม่สนอง รวยสูงเนิน กล่าว่า การทำงานบ้านมั่นคงเราเริ่มจากความไม่รู้ เมื่อเรามีความรู้คนอื่นก็ได้รู้กับเราด้วย เมื่อก่อนเขาพูดเรื่องกิจกรรมการพัฒนา การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยก็ไม่รู้เรื่องตอนนี้รู้แล้ว การเรียนทำให้เรารู้หลายเรื่อง สิ่งที่จะพัฒนาเพิ่มเติมความรู้คือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน จะทำให้การทำงานของเราเดินทางได้เร็วขึ้น เพื่อจะได้ช่วยแก้ปัญหาให้กับชุมชนในพื้นที่อื่นๆได้ดีขึ้น ได้เร็วขึ้น การพัฒนาตนเองคืออย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว ล้นแก้ว ต้องรับฟังคนอื่น
นายสนั่น อุ่นให้ผล มีความเห็นว่าในบ้านมั่นคงนั้นผู้หญิงเป็นผู้นำมากที่สุด เพราะผู้หญิงเป็นนักบริหารจัดการ ประสานงานได้ดี มีความละเอียดรอบคอบประหยัดเหมาะในการส่งเสริมการออมและสอนเพื่อนได้ดีกว่า การเจรจาก็เหมือนกัน ผู้หญิงจะพูดอ่อนหวาน ผู้หญิงบางคนท้อ บ่น แต่ก็ทำ บางครั้งทำไปด้วยน้ำตาไหล เห็นหลายคนเป็นนักต่อสู้มาตลอด จึงอยากฝากถึงผู้หญิงว่า “หญิงไทย ใจสู้ รู้ปัญหา พัฒนาสังคม”
นางศิริพร นาคเจริญ กล่าวว่า จากตัวเลขประชากรของไทยเมื่อปี ๕๑ พบว่าประชากรไทยเป็นผู้หญิง ๓๒ ล้านคน เป็นผู้ชาย ๓๑ ล้านคน ซึ่งอัตราส่วนมีเท่ากันแล้ว ก่อนที่เราจะไปทำงานนอกบ้านกับผู้ชาย เราต้องทำหน้าที่ในบ้านให้ดีก่อน ใช้หลักการเรือน ๓ น้ำ ๔ ต้องดูเรือนตัวเองก่อน น้ำ ๔ คือน้ำใจ น้ำคำ น้ำมือ น้ำปูน(สมัยก่อนมีเชี่ยนหมาก ) ซึ่งเราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกเรื่อง ขอชื่นชม สอช. และพลังแนวร่วมที่สำคัญคือผู้ชาย ในส่วนพลังชุมชนอยากให้นำหลักการ DAD ไปใช้ D= data คือการทำงานต้องมีข้อมูล และการประกาศให้คนอื่นรู้เหมือนที่เรารู้ ( announce = ประกาศ )และสุดท้ายคือ การตัดสินใจร่วมกัน (D=Decision )ที่สำคัญคือขอให้กำลังใจผู้นำหญิง การรวมตัวของผู้หญิงกว่า ๓๐,๐๐๐ คนเพื่อสร้างรูปธรรมงานพัฒนาสังคมเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด ขอให้ผู้หญิงมีความอดทนและซื่อสัตย์ในการทำงานร่วมกัน
นางสาวกนิษฐา ปรีชาพีชคุปต์ กล่าวว่าจำนวนคนทำงานในขบวนบ้านมั่นคง จำนวนผู้หญิงมีเท่ากับผู้ชาย บ้านที่สร้างเสร็จคือจุดเริ่มต้นของชุมชน เราควรใช้บ้านเป็นที่สมานสามัคคีของคนในชุมชน พลังและคุณภาพที่เรามีอยู่จะทำให้มีการสร้างคุณค่าเพิ่ม สามารถรักษาดินและบ้านเหล่านี้ให้เป็นของพวกเราตลอดไป ซึ่งผู้หญิงจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างคุณค่าและรักษาทั้งดินและบ้าน นางสาวกนิษฐากล่าวต่อว่าคุณสมบัติที่ดีของผู้หญิง ผู้ชายก็สามารถนำไปใช้ได้ ใช้ความละเอียดอ่อนแบบผู้หญิงบ้าง ในบางเรื่องและบางโอกาส
ในด้านข้อเสนอจากการแลกเปลี่ยนกลุ่มย่อย มีเรื่องที่ได้หยิบขึ้นมาพูดในหลายเรื่องเช่น การใช้พลังความเป็นแม่ในเรื่องการจัดบริหารจัดการ ที่ผ่านมาได้เห็นบทบาทผู้หญิงในการจัดการสร้างบ้าน ซึ่งเริ่มต้นด้วยขบวนบ้านมั่นคงและจะขยายไปสู่งานพัฒนาด้านอื่นๆ เวทีของผู้หญิงในวันนี้เป็นวันสตรีสากลที่มีความหมาย เห็นบทบาทสำคัญของผู้หญิงในมิติต่างๆ ตั้งแต่ในครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศ ที่ทำงานพัฒนาอย่างอดทน กล้าหาญและเสียสละ สุดท้ายได้มีการประกาศเจตนารมณ์ของขบวนผู้หญิงในโครงการบ้านมั่นคง ในเรื่อง การพัฒนาและเพิ่มบทบาทผู้หญิงในการพัฒนาสร้างบ้าน สร้างชุมชนเคียงคู่กับผู้ชาย และการเชื่อมโยงให้เกิดขบวนผู้หญิงในขบวน สอช. โดยถือว่าวันสตรีสากลเป็นวันแห่งการก่อตั้งขบวนผู้หญิง
นอกจากนี้ในระหว่างวันที่ ๙-๑๓ มีนาคมนี้ นางสนอง รวยสูงเนินและนางจันทร์ กั้ววิจิตร ผู้นำหญิงในขบวนแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของประเทศไทย จะเดินทางไปประเทศฟิจิกับศูนย์ศึกษาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชียเพื่อสนับสนุนการจัดขบวนชุมชนและการออมทรัพย์เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนในประเทศฟิจิอีกด้วย
เสียงของผู้หญิง ในโครงการบ้านมั่นคง
ศรัทธามันเกิดแน่ แต่มันมาช้า เราต้องใจเย็น
นางอำนวย วรยศ เหรัญญิกชุมชนตะวันใหม่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น
เดิมอยู่ชุมชนมะลิวัลย์ ซ. 6 เป็นบ้านเช่าหลังเล็กๆ ไม่มีน้ำประปาไม่มีไฟฟ้า มีการเก็บค่าเช่าเป็นรายวัน อาชีพของพี่น้องส่วนใหญ่ คือ เก็บของเก่าขาย ปั่นสามล้อ ค้าขาย ขอทาน เมื่อมีโครงการบ้านมั่นคงเข้ามาเราก็ขานรับทันทีเลย คนในชุมชนร่วมเป็นกรรมการ อาสาสมัครเก็บเงินออม และเขาก็มาขอให้แม่เข้ามาช่วย เมื่อก่อนแม่ก็ไม่รู้เรื่อง ไม่สนใจ ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ไม่มาฟัง ชาวบ้านเริ่มรวมกลุ่มออมทรพย์ก็ให้แม่มาช่วย ก็คิดว่าก็ดีเหมือนกันจะได้ขอบคุณชาวบ้านไปในตัว เพราะแม่ขายน้ำที่บ้านมีน้ำประปาใส่ล้อเข็นรถละ 5 บาท เป็นการขอบคุณพี่น้อง เขาทำเองช่วยกันเอง เราก็ขานรับเป็น ๑ ใน ๓ ชุมชนของจังหวัดขอนแก่นในปี ๔๖
ทุกคนมีจุดประสงค์เดียวกันหมดคืออยากได้บ้าน อยู่บ้านเช่ามานาน ทรมานเหลือเกินน้ำไฟไม่มี หนู แมลงสาบ ตะขาบ แมลงยั๊วะเยี๊ยะ เวลาฝนตกไม่ได้นอนกันเลยทั้งบ้าน ลูกหลานไม่ได้หลับได้นอน เพราะหลังคามันรั่ว และเจ้าของบ้านเช่าก็บีบเก็บค่าเช่าจากวันละ ๓ บาท เป็น ๕ บาท ๘ บาท ๑๐ บาท ๑๕ บาท บ้านพังแหล่ไม่พังแหล่แต่ต้องจ่ายวันละ ๒๐ บาท เพราะเขาอยากไล่รื้อ ติดป้ายติดประกาศ เราก็อยากย้าย เขาก็อยากให้เราหนี เขาก็ให้รื้อบ้านไปเลย
พอเรามีกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาก็ไปหาซื้อที่กัน คุยกัน เราประชุมกันได้มากขึ้น จนในที่สุดเราก็หาซื้อที่ได้ จัดตั้งสหกรณ์ได้ แล้วเราก็มาช่วยกันก่อสร้างบ้าน คนในชุมชนเป็นช่างก่อสร้างเอง มีมีพี่เลี้ยง เช่น เทศบาล , คณะสถาปัตย์มหาวิทยาลัขอนแก่น. , พอช. , สหกรณ์จังหวัด แล้วก็ปรึกษาหลายๆ ส่วน เมื่อสร้างบ้านเสร็จหลังจากนั้นพี่น้องเราก็ย้ายเข้าไปอยู่บ้านทั้งหมดมีจำนวน ๑๔๕ หลัง มีบ้านกลาง ๑ หลัง บ้านมั่นคงตะวันใหม่สร้างเสร็จและเข้าไปอยู่แล้ว ๓ ปี
เมื่อมีบ้านก็มีความมั่นคงในชีวิตครอบครัว ไม่ต้องมีใครมาเดินเก็บตังค์ทุกวัน ตอนนี้พี่น้องเราก็จัดระเบียบเรื่องเงินได้ เมื่อก่อนอยู่ซอยไดนาโม(มะลิวัลย์ ซ.๖) พ่อหาตังค์คนเดียวเพราะลูกยังเล็ก พอย้ายมาอยู่ที่นี่ลูกโต แม่ก็มีอาชีพรายได้ก็เพิ่มขึ้น พอลูกโตก็มาช่วยหาอาชีพทำ สามคนพ่อแม่ลูกมีรายได้ พ่อแม่ลูกก็มารวมตังค์กันคนละ ๒๐ บาท ส่งรายวันก็มี หรือรับตังค์มาในหนึ่งอาทิตย์แบ่งกันไป สิ้นเดือนก็สองพันเป็นค่าบ้าน ถามว่าคนในชุมชนมีปัญหาไหมในเรื่องส่งบ้าน มีเหมือนกัน ๒-๓ รายในแต่ละเดือนเดือน คนส่วนใหญ่ ๙๘% ส่งบ้านได้ ที่นี้เราก็มีเงินสำรอง ๑๐% ทดรองจ่ายก่อน พี่น้องเราอยู่กันแบบพี่แบบน้อง อย่างลูกหลานไปโรงเรียนเดียวกัน วันไหนเราติดธุระก็ฝากเพื่อนบ้านไปด้วย ในชุมชนมีคนแก่ที่อายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ๒๓ คน ก็ฝากกันดูแล อีกอย่างชุมชนเราไม่เคยมีของหายเลย ไปทำงานก็ไม่ต้องกังวล ชุมชนไม่มีเวรยาม แต่เรามีไฟถนนส่วนกลางมีการเก็บค่าไฟเดือนละ ๑๐ บาท/ครัวเรือน ช่วยสหกรณ์ฯ เราก็อยู่แบบพี่แบบน้อง มี อสม. ๑๑ คน รับผิดชอบ ๑๓ หลัง / ๑ คน ซึ่งดูแลยุง ขยะ ผู้สูงอายุ เด็ก
บทบาทผู้หญิงกับการสร้างบ้านสร้างชุมชนเข้มแข็ง
ในมุมมองของแม่ แม่รู้สึกว่าตอนนี้แม่มีอะไรหลายอย่างที่ทำให้แม่มาช่วยตรงนี้ได้อย่างมั่นคง คือ มี ใจรัก และมีโอกาส ตอนนี้ลูกๆ โตแล้ว เรียนจบกันหมดแล้ว ตอนนี้ก็เกษียณแล้วไม่มีอะไรทำ ก็เลยเป็นโอกาสให้แม่มาทำงานตรงนี้ได้ ลำพังแม่คนเดียวทำไม่ได้หรอก ก่อนหน้านี้ทำอะไรไม่เป็นเลย แม่มาทำตรงนี้มาเรียนรู้ใหม่หมดเลย เรื่องแบบบ้าน ตอกเสาเข็ม ซื้อวัสดุก่อสร้าง มหาวิทยาลัยเขาช่วยออกแบบอบรมเรื่องนี้จนเป็น และ จุดร่วมขอคนในขบวนคือเริ่มจากการอยากได้บ้าน แล้วได้หลายๆอย่างตามมา
เวลาในการดูแลครอบครัว และช่วยชุมชน
สำหรับแม่แทบไม่ต้องดูแลครอบครัวเลย เพราะลูกโตแล้ว ทำงานแล้ว เขารับผิดชอบตัวเองได้ อย่างถ้าแม่มีงานอะไรในด้านเอกสาร ลูกก็จะช่วยเต็มที่ อย่างงานนี้ก็ต้องรับผิดชอบหลายล้าน หนังสืออะไรก็ขอให้บอกเขาก็จะช่วยเรา มีอะไรแม่ก็ทำเลย หามรุ่งหามค่ำ ก็ช่วยเขาทำ ถ้าพอทำได้ก็จะช่วยกันทำ ร่วมกันกินข้าวเย็นด้วยกัน ทำจนผอม ดำ เหนื่อยแต่ว่าสนุก ถามว่าภูมิใจไหม ภูมิใจที่มีโอกาสได้ช่วยประเทศชาติ พัฒนาประเทศชาติ ถึงแม้ว่าจะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่มีโอกาสไปช่วยหนุนฟันเฟืองใหญ่ๆ ได้ แค่นี้ก็ถือว่าเต็มความสามารถของแม่แล้วแหล่ะ ก็ถือว่าดี
การทำงานพัฒนากับการถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไป
แม่ทำตรงนี้ด้วยอุดมการณ์จริงๆ ทำด้วยใจรัก แม่หวังเห็นพี่น้องเราที่เขาไม่เคยมีบ้านเลย แล้วเขาอยากได้จริงๆ แล้วเรามีโอกาสได้ช่วย พอเขาได้บ้านแล้วเขามีความสุขมาก ความสุขนั้นมันจะเปล่งออกมาให้เราเห็นอย่างชัดเจนเลย เขาฝันเหลือเกินว่าเขาจะปูกระเบื้อง เขาจะนอนตีฝ้า โดยที่เขาค่อยๆ ทำไป ยืมสหกรณ์ปีนี้ปูกระเบื้อง ปีหน้าตีฝ้า เป็นความฝันที่เขาฝันได้ นั่นเป็นความสุขของแม่ แม่ไม่ได้หวังว่าจะมาร่ำรวยตรงนี้ อยากจะฝากรุ่นต่อไปว่า มาทำตรงนี้มันได้บุญ ได้กุศล ที่ตอบสนองเราได้ในชาตินี้ ถ้าเราทำด้วยความซื้อสัตย์ อดทน เพราะมันต้องใช้ความอดทนมาก เคียงคู่กันเลย แล้วเราจะประสบความสำเร็จ ถ้าเราทำบุญกับคนก็เห็นผลจริงๆ แต่เราต้องใจเย็นและอดทน เพราะสมาชิกที่มาทำตรงนี้เขาไม่ค่อยเข้าใจในระบบสหกรณ์ ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป มีปัญหาก็ค่อยๆ แก้ปัญหาตรงนั้น กาลเวลาจะพิสูจน์ว่าเราทำด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้จริง แม่ทำมา ๕ ปี สมาชิกนิ่งแล้ว เข้าใจแล้ว เมื่อก่อนจะโจมตีในด้านลบ สหกรณ์เราปิดได้ทุกปี เป็นความสุขของแม่และความสุขของทุกคนในชุมชน
ศรัทธามันจะเกิด แต่มันช้า เรามาทำตรงนี้ต้องอดทน ภาพที่เขามองเราคือเห็นเครื่องหมายลบมาก่อน เครื่องหมายลบมันยาว กาลเวลาพิสูจน์เครื่องหมายลบก็สั้นเข้าๆ จึงจะเกิดภาพบวก หลังจากบ้านเสร็จแล้วก็มาต่อยอดเรื่องการส่งเสริมอาชีพ มีเงินกองทุนอื่นๆ เข้ามาให้การสนับสนุนให้ชาวบ้านกู้ พี่น้องบอกพอแล้วกู้ไม่ได้อีกแล้ว ตัดปัญหาเรื่องเงินนอกระบบ พี่น้องมองเห็นว่า ๕ ปีที่เราทำมา อย่างเรายืม ๑ หมื่น ส่ง ๑๑ เดือน เสียดอก ๓๘๔ บาท พอปันผลเฉลี่ยคืน บางคนได้ ๕๐๐-๖๐๐ บาท เขาก็คิดได้เงินที่เสียไปเท่ากับเราไม่ได้เสียเลย ตอนนี้เขาก็ไม่ยืมเงินนอกระบบ เขากลับมายืมเงินของตัวเองในสหกรณ์ฯ ทีนี้เขาก็รู้แล้วเป็นธนาคารในชุมชน ธนาคารของเรา ตอนนี้เขาเข้าใจระบบแล้ว กรรมการทั้งหมด ๑๓ คน ผู้ชาย ๕ คน ผู้หญิง ๘ คน
เรื่องบ้านเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
นางโรสมาลีน กิตินัย ประธานสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคง จ.ปัตตานี
ชุมชนจะบังติกอ จ.ปัตตานี เริ่มงานตั้งแต่ปี ๔๙ คณะกรรมการที่ทำก็เป็นผู้หญิง เริ่มแรกให้สมาชิกมาออมเงินกัน ตอนนั้นบ้านมั่นคงยังไม่ได้ดำเนินการ มีสมาชิกเข้ามาร่วมในตอนแรก ๙๗ คน พอเข้ามาระยะหนึ่ง สมาชิกยังไม่เชื่อมั่นว่าจะทำได้ บ้านมั่นคงยังไม่สมบูรณ์ กระทั่งมีชุมชนปูโปะในจ.ปัตตนีนำร่อง ชาวบ้านเริ่มเห็นภาพว่าเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจริง กลุ่มออมทรัพย์มาเรื่อยๆ ใช้เวลากันประมาณ ๔ ปีกว่า(ออมวันละ ๕ บาท ๑ ปี คิดถึงคนที่ไม่มีบ้าน เดือดร้อนในที่อยู่จริงๆ และออมวันละ ๑๐ บาท และเป็นเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท) กว่าจะได้บ้านนานมาก แต่ผลประโยชน์เกิดขึ้นมีมาก ทำให้เรารู้จักสมาชิก เกิดความรัก สามัคคี สมานฉันท์ เป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยในที่ดินแปลงใหม่โดยซื้อที่ ๗ ไร่ ๓ งาน ห่างจากที่เดิม ๒ ก.ม. จำนวนผู้รับผลประโยชน์ ๔๓ ครอบครัว แบ่งการก่อสร้างเป็น ๒ ระยะ ระยะที่ ๑ สร้างได้ ๒๕ หลัง ยังไม่แล้วเสร็จ ส่วนใหญ่คนในชุมชนก็จะประกอบอาชีพค้าขายและทำงานในโรงงาน
บทบาทของผู้หญิงกับการพัฒนาชุมชน
ทุกๆ คนที่เข้ามาทำงานทำด้วยใจอยากที่จะทำจริงๆ มีการช่วยเหลือกันและกัน สร้างฝันของคนที่ไม่มีบ้านให้เกิดขึ้นจริง อย่างภาคใต้มีเหตุการณ์ความมาสงบเกิดขึ้นในแต่ละวัน แต่โดยภาระของผู้ที่เป็นแม่เราจะต้องดูแลครอบครัวด้วย และต้องพัฒนาชุมชนด้วย ปกติแล้วเราดูแลครอบครัวคนเดียว แต่พอมาทำอย่างนี้มีคนมาช่วยดูแลลูกด้วย
บทบาททั้งสองอย่างค่อนข้างหนัก เพราะหากเราดูแลคนเดียวก็ลำบากเพราะกลัวทั้งเรื่องยาเสพติด และสถานการณ์ความไม่สงบ เราต้องมาช่วยกันดูแลเรื่องนี้
บ้านมั่นคงเป็นงานที่ทำกับคน ทำแล้วในระหว่างทางมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ต้องช่วยกันแก้ปัญหา และครอบครัวมีส่วนร่วมกับตรงนี้มากขึ้น พ่อบ้านอยากจะให้เราช่วยตรงนี้เหมือนกัน บางวันเราต้องแบ่งบทบาทกัน อันไหนเราทำได้เราก็ทำ ในกลุ่มพี่แรกๆ เป็นการรวมกันของผู้หญิง พอมีบ้านมั่นคงผู้ชายก็เริ่มเข้ามาช่วย เรื่องบ้านเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เช่น การติดต่อประสานงานให้ผู้หญิงไปก็จะดีกว่าผู้ชาย
ผู้ชายและผู้หญิงมีความสำคัญเท่ากัน
นางพร้อม องอาจ รองประธานชุมชนสหกรณ์เคหะสถาน ๗๒ ห้อง จำกัด จังหวัดตาก
เดิมอาศัยอยู่บ้านเช่าข้างชุมชน เมื่อมีโครงการบ้านมั่นคง จึงได้เข้าร่วมโครงการประมาณปี ๔๙ – ๕๐ ซึ่งเป็นปีที่กำลังก่อสร้างชุมชน ด้วยความอยากจะมีบ้านเป็นของตนเอง จึงเป็นแกนนำต่อสู้มาโดยตลอด จนชาวบ้านในชุมชนตั้งฉายาว่า “เจ้ดัน”
ส่วนบทบาทในชุมชนนั้นได้รับตำแหน่งรองประธานชุมชนฯ ซึ่งมีประธานเป็นผู้ชาย การตัดสินใจเรื่องงานอยู่ภายใต้กรรมการซึ่งมีทั้งผู้หญิงและผู้ชายคือครึ่งต่อครึ่ง หน้าที่หลักในชุมชนของตนก็จะเป็นเรื่องเอกสาร การเก็บเงินสหกรณ์ ดูแลทุกอย่างในชุมชน แต่ก็ยังมีปัญหาที่ชุมชนยังจัดการไม่ได้บางส่วนก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันในชุมชน
ในด้านครอบครัวนั้น สามีมีส่วนช่วยในทุกๆเรื่อง เนื่องจากตอนเริ่มต้นได้มีการพูดคุยกันว่าจะแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างไร สามีจึงเป็นเสาหลักในการหาเลี้ยงครอบครัวคือประกอบอาชีพค้าขาย และให้ตนมาช่วยงานชุมชน ทำให้มีเวลามาทำงานที่ชุมชนได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง และสามีจะคอยให้กำลังใจมาตลอด
อยากจะฝากว่าผู้หญิงและผู้ชายมีความสำคัญเท่ากัน บางเรื่องผู้หญิงทำได้ดีเช่นเรื่องที่ละเอียดอ่อน การพูด การประสานงาน แต่บางเรื่องก็ต้องอาศัยผู้ชายในการตัดสินใจ ชุมชนจึงต้องพึ่งพาอาศัยกันทั้งหญิงและชายมาร่วมกันสร้างชุมชนให้น่าอยู่ต่อไป





